ประชาทนธิปไตย : V.2 กี่ปีผ่านไป ยังทนไม่เปลี่ยน
ธันวาคม 19, 2014, 05:43:12 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ห้ามโพสข้อความหมิ่นสถาบันทุกกรณี
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เปิด 'บ้านดำ' ถวัลย์ ดัชนี แหล่งเรียนรู้รากแก้วโลกตะวันออก  (อ่าน 31660 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2011, 09:14:16 PM »




35 ปีที่แล้ว หากบทสรุปคำตอบคือความย่อท้อในการเป็นช่างวาดรูป วันนี้เราคงไม่ได้เห็นภาพความอลังการตระการตาของ บ้านดำ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นทั้งบ้าน ที่ทำงาน พิพิธภัณฑ์ และที่สำคัญคือเป็นจิตวิญญาณของจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)

     บ้าน 35 หลังที่อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัวรังสรรค์ขึ้น โดยมีปรัชญาตะวันออกและศิลปะพื้นบ้านเป็นแรงบันดาลใจ ที่นี่ไม่เคยล้อมรั้วและเปิดบ้านต้อนรับผู้คนที่สนใจผลงานศิลปะไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และด้วยความพร้อมของพิพิธภัณฑ์บ้านดำ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม จึงขอนำโครงการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติมาที่นี่ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งบ้านดำถือเป็นบ้านหลังที่ 11 ในโครงการนี้

     ในพิธีเปิดบ้านดำของอาจารย์ถวัลย์ที่นางแลคับคั่งไปด้วยศิลปินแห่งชาติที่มาแสดงความยินดีมากที่สุดถึง 10 คน ตั้งแต่ ศ.เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ, ดร.กมล ทัศนาญชลี, อาจารย์ประเทือง เอมเจริญ, ศ.อิทธิพล ตั้งโฉลก, ศ.ปรีชา เถาทอง, ยรรยง โอฬาระชิน, ดร.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน, ศ.เดชา วรชุน, วรนันทน์ ชัชวาลทิพากร และศิลปินแห่งชาติหมาดๆ ธงชัย รักปทุม แล้วยังมีชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาร่วมเป็นประจักษ์พยานในวันประวัติศาสตร์นี้

     "ผมทำบ้านเพื่อดำรงชีวิต เป็นภาชนะใส่ร่างกาย เมื่อเติบโตและผ่านพ้นการดำรงชีวิต กลายเป็นผู้ดำเนินชีวิต ช่วงอายุ 36 ปีจึงทำภาชนะใส่จิตวิญญาณ ถ้าไข่มุกคือเทวาลัยอันเจ็บปวดจากน้ำตาหอย สิ่งที่ผมสร้างและทำขึ้นเป็นเทวาลัยแห่งความรักปรากฏรูป ซึ่งมีทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวรรณกรรม บ้านดำเปิดมาเป็นที่ 35 ไม่มีรั้ว ไม่มีวันปิด ตั้งใจจะคืนศิลปะทั้งหมดให้แผ่นดินและมวลมนุษยชาติ ชีวิตของผมตั้งมั่นทำงานศิลปะ ไม่ได้หวังผลเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ ตลอดเวลาผ่านมาผมดำเนินชีวิตอย่างและเยี่ยงจิตรกรอาชีพ" อาจารย์ถวัลย์ ศิลปินแห่งชาติ เล่าถึงจุดเริ่มต้นการสร้างบ้านดำ

     พื้นที่บ้านดำบนเนื้อที่ 65 ไร่ มีทั้งวิหารเล็ก มหาวิหารที่เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ บ้านลาวจัดแสดงเครื่องเงินโบราณ บ้านสามเหลี่ยม บ้านสามหลังจัดแสดงเครื่องตกแต่ง เครื่องเขินราชสำนัก ห้องจิตวิญญาณหรืออูปปรภพ อูบเปลวส่องฟ้า สถานที่จัดแสดงเก้าอี้ เขาควาย จระเข้ หอย เพื่อศึกษาอนาโตโครงสร้างสิ่งมีชีวิต อูบหัวนกเงือก บ้านเรือ นอกจากนี้ยังมีศาลาพระทองไสยาสน์ หอไตร บ้านแหวน ห้องเขียนรูปส่วนตัวจิตรกร โรงแกะไม้สำหรับลูกศิษย์ลูกหาของท่านทำงาน กระทั่งห้องน้ำยังเป็นห้องน้ำนก ห้องน้ำหอย มีเอกลักษณ์ ทุกตารางนิ้วในเขตบ้านดำเป็นความตั้งใจสอดแทรกปรัชญาพุทธศิลป์ของศิลปิน



     "ไม่ว่าผมจะพูดอะไร ผมจะย้อนมาที่ไตรภูมิ รามเกียรติ์ พุทธภูมิ พุทธศาสนา คิดว่านี่คือเสียงของขลุ่ยที่กลับมาหากอไผ่ ในงานศิลปะทางตะวันออก ถ้าไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้ ไม่รู้จักภูมิจักรวาลทั้งหมดแล้ว คุณจะเป็นต้นไม้ที่ไร้ราก ไม่มีวันเติบโต กลายเป็นหมาจรจัดที่ดูจากฝรั่งตรงนั้นตรงนี้ ผมไม่อยากพูดถึงหนังกำพร้าของความคิด ผมอยากจะหยั่งรากอาณาจักรที่ผมทำทั้งหมด ผมนำล้านช้าง อยุธยาตอนต้น-ปลาย รัตนโกสินทร์ต้น-กลาง-ปลาย นำแนวคิดของระบบสุริยจักรวาลที่เรารับจากอินเดีย ลังกา แล้วผ่านเข้ามาทั้งพุทธศาสนาหินยาน มหายาน สิ่งเหล่านี้หลับรอในใจผม ผมแปลเป็นรูปธรรมในบ้านดำ" จิตรกรแห่งแผ่นดินกล่าว

     อาจารย์ถวัลย์เป็นจิตรกรอันดับหนึ่งของไทยที่มีฝีแปรงฉับไว นอกจากนั้นยังมีเอกลักษณ์ที่การพูดจาด้วยภาษาสละสลวย คมคายด้วยปรัชญาและบทกวี ท่านก็บอกการอ้างอิงบทกวีหรือวาทะที่คมคายของนักปราชญ์ ด้วยอยากให้คมคำและคมความคิด แล้วก็รู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติ เป็นเจ้าของภาษามาจากเหล่ากอของคนที่มีรากแก้ว และสงบสุขร่มเย็นอยู่ในแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ปกครองมายาวนานกว่า 60 ปี

     ทุกวันนี้บ้านดำกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของเอกชนขนาดใหญ่ในจังหวัดเชียงราย และเป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นไทย มีประชาชน นิสิต นักศึกษา และนักท่องเที่ยวแดนไกลปรารถนามาดูความอลังการของศิลปะที่นี่

     ศ.เกียรติคุณประหยัด พงษ์ดำ ศิลปินแห่งชาติที่ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรของอาจารย์ถวัลย์ บอกว่า ทุกตารางนิ้วของบ้านดำ อาจารย์ถวัลย์สร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ อย่างมหาวิหารก็แสดงความกล้าหาญ เพราะเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โชว์โครงสร้าง ใช้ไม้ธรรมดาสร้างงานศิลปะให้เกิดคุณค่าใหม่ นี่คือคุณค่าที่หาสิ่งเทียบไม่ได้ บวกกับใจรักศิลปะ ทำให้ความงามของวัตถุปรากฏขึ้น ล้วนมาจากความมานะพากเพียร

     "บ้านดำเป็นเรื่องอัศจรรย์ มาเมื่อปีที่แล้วก็ตื่นเต้น เดินย่างก้าวเข้ามาในวันนี้ยังตื่นเต้น เป็นงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่หนักแน่น ทุกอณูเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ มีคนคนหนึ่งคิดสร้างสรรค์ออกมาเป็นรูปธรรม" อาจารย์ประหยัดกล่าว

     ด้าน ดร.กมล ทัศนาญชลี กล่าวว่า นอกจากการเขียนรูป อาจารย์ถวัลย์ต้องการสร้างสถาปัตยกรรมเป็นสมบัติของประเทศชาติ ทุกครั้งที่มาบ้านดำจะมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะความคิดสร้างสรรค์ของศิลปินท่านนี้ไม่เคยสิ้นสุด บ้านดำถือเป็นคลังสมบัติของชาติ แล้วยังมีชาวต่างชาติที่สนใจผลงานของอาจารย์ถวัลย์ เห็นคุณค่านำผลงานจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่างๆ ทั้งสหรัฐ, ยุโรป, เยอรมนี ฯลฯ การเปิดบ้านดำวันนี้ตนจึงมาร่วมแสดงยินดีจากใจ เพราะศิลปินสร้างที่นี่จากพลังใจจริงๆ

     "บ้านดำ" หรือ "พิพิธภัณฑ์บ้านดำ" ตั้งอยู่เลขที่ 414 หมู่ 13 ต.นางแล อ.เมืองฯ จ.เชียงราย เปิดให้เยี่ยมชมทุกวันโดยไม่ต้องเสียบัตรค่าผ่านประตู สนใจสามารถแวะชมบ้านทุกหลังได้ ทุกหลังเต็มไปด้วยศิลปะ.

http://www.thaipost.net/x-cite/230211/34745
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
Not politicians
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2712



« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2011, 02:52:33 AM »


จขกท มีเรื่องให้อ่านเยอะจริงๆ
หลากหลายดี


ส่วนจานถวัลย์นี่ ผมชอบครับ
แกเป็นศิลปิน ที่เป็นศิลปินจริงๆครับ
   
บันทึกการเข้า

กูอายแทนที่เห็นพวกเหี้ยหาแดกกะ พธม. โว้ยย.. 

noway2know
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 13351



« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2011, 11:58:38 AM »








บันทึกการเข้า

วงจรการเมืองไทย มาเพื่อปล้นชาติ "ไม่ใช่เพื่อชาติ"
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 28, 2011, 12:42:24 PM »

** ขอนำผลงานบางส่วนของ อ. ถวัลย์ มาลงให้ดูนะค่ะ
ภาพประกอบอาจจะน้อยหน่อย ..เพราะยัง งง ๆ กะเว็บฝากรูปที่ใช้อยู่ตอนนี้ ^^



( ภาพลายเส้นรูป ถวัลย์ ดัชนี ผู้วาดคือ : เจ้าของบล็อค คนสร้างภาพ )




( ภาพนี้เป็นผลงานที่เขียนไว้เมื่อปี 2525 )




( รูปนี้เริ่มมีการตัดทอนบางส่วนในการเก็บรายละเอียด ..เขียนไว้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง )

 ** ภาพเหล่านี้เป็นภาพยุคแรก ๆ ของ อ. ถวัลย์ ค่ะ
ถ้าเราจะสังเกตุดูจะเห็นว่างานที่เขียนลงในยุคนั้นจะเน้นไปที่พระพุทธเจ้า
ภาพใบหน้าที่เราเห็นเป็นหน้าพระ..เป็นการสื่อไปถึงองค์พระพุทธเจ้าในอีกรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว อ. ถวัลย์ แกจะสนใจในเรื่องของพุทธศิลป์

อ. ถวัลย์ นี่แกเป็น Idol ในการวาดรูปของเพื่อน เอ้ คนหนึ่ง
สมัยเรียนจะมีเพื่อนที่คอยก๊อปผลงานในยุคแรกของแกในการฝึกมือตลอด

" ครู " เคยเล่าว่า ..ครั้งหนึ่งในการแสดงงาน ภาพที่ อ. ถวัลย์ จัดแสดง ถูกกรีดจากผู้เข้าชม
เพราะผลงานในยุคนั้น ..แกชอบเขียนเกี่ยวกะพระพุทธเจ้าแต่ในตัวของพระพุทธเจ้ามีทั้งกิเลสต่าง ๆ นาๆ
ถ้านึกไม่ออกว่าเป็นยังไง..ให้ดูสไตล์การวาด แล้วนึกถึงภาพคนเสพสังวาส
หรือ ทำผิดในศีลข้อต่าง ๆ ที่วาดลงไปในตัวของพระพุทธเจ้า
ซึ่งผู้เข้าชมผลงานรับไม่ได้ที่เขียนถึงพระพุทธเจ้าในแง่มุมนี้ ..เลยกรีดภาพนั้นจนเละ
แต่ อ. แกกลับหัวเราะ ..เพราะมองว่านี่คือความสำเร็จในอีกแง่มุมหนึ่ง
ที่ทำให้ผู้เสพมีอารมณ์ร่วมในภาพได้ ...^^

จริง ๆ แล้วภาพที่เขียนถึงในแง่มุมที่ อ.แกต้องการจะสื่อ คือ
ในตัวตนของแต่ละคนย่อมมีกิเลสทั้งสิ้น ..ไม่เว้นแต่พระพุทธเจ้า
กว่าจะตรัสรู้ หรือ นิพพาน..ย่อมผ่านมารผจญทั้งสิ้น

** มีต่อค่ะ ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2011, 01:49:28 PM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
finder
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1048


« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 01, 2011, 10:03:10 PM »

ชอบดูผลงานของท่านเพื่อศึกษาครับ 

ปกติแล้ว งานศิลปจะวาดได้ดี จิตต้องนิ่ง มีสมาธิ 

แต่งานของท่านน่่าจะเลยขั้นสมาธิ   และเข้าสู่ขั้นปัญญาแล้ว

(ผมคาดเองนะ)


อีกท่านหนึ่งที่ใกล้เคียงกับอ.ถวัลย์คือท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ 

เพราะนอกจากงานวาดที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันแล้วยังมีงานเขียนบทกวีด้วย


บันทึกการเข้า
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 05, 2011, 12:11:27 PM »

** ผลงานปาดเครยองของท่าน อังคาร ..จะคนละไสตล์ กะ อ. ถวัลย์
ดูเปรียบเทียบได้จากรูปข้างล่างนี้ค่ะ ...
ซึ่งศิลปินแต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตนเอง ... ^^












** แถมกลอนเพราะ ๆ ที่ท่าน อังคาร แต่งเอาไว้ --> ปณิธานวิญญาณกวี

๑.ฉันเอาฟ้าห่มให้ หายหนาว
ดึกดื่นกินแสงดาว ต่างข้าว
น้ำค้างพร่างกลางหาว หาดื่ม
ไหลหลั่งกวีไว้เช้า ชั่วฟ้าดินสมัย ฯ

๒.พลีใจเป็นป่าช้า อาถรรพณ์
ขวัญลิ่วไปเมืองฝัน สั่งฟ้า
เสาะทิพย์ทั่วมิติสวรรค์ มาโลก
โลมแผ่นทรายเส้นหญ้า เพื่อหล้าเกษมศานต์ ฯ

๓.นิพนธ์กวีไว้เพื่อกู้ วิญญาณ
กลางคลื่นกระแสกาล เชี่ยวกล้า
ชีวีนี่ฤานาน เปลืองเปล่า
ใจเปล่งทิพย์ไว้ท้า ค่าฟ้าอนันตกาล ฯ

๔.จิตกาธารกรุ่นไหม้ โฉมไป ก็ดี
กาพย์ร่ำหอมแรงใจ ไป่แล้ว
อุบัติภพเอกภพไหน ภพนั่น
ขวัญท่วมทิพย์พร่างแพร้ว ร่วงแก้วมณีสมัย ฯ

๕.ลายสือไหววิเวกให้ หฤหรรษ์
ฝนห่าแก้วส่วยสวรรค์ ดับร้อน
ใจปลิวลิ่วไปฝัน ภพอื่น
หอมโลกโศกศิลป์สะท้อน โลกหน้ามาหอม ฯ

๖.ข้ายอมสละทอดทิ้ง ชีวิต
หวังสิ่งศิลป์นฤมิต ใหม่แพร้ว
วิชากวีจุ่งศักดิ์สิทธฺ์ สูงสุด
ขลังดั่งบุหงาป่าแก้ว ร่วงฟ้ามาหอมฯ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2011, 10:22:23 PM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 05, 2011, 12:25:45 PM »

** ขอย้อนกลับไปที่ อ. ถวัลย์ อีกนิดนึง...
ว่ากันว่าครั้งหนึ่ง อ. แกได้มีโอกาสเขียนภาพตกแต่งในวังของกษัตริย์ ( ไม่แน่ใจนะว่าจำผิดหรือเปล่า )
แถว ๆ ตะวันออกกลาง ... ซึ่งค่าตอบแทนที่ได้รับคือ เช็คไม่กรอกตัวเลข เลยนะ

ถ้าเราดูการปาดเส้นของศิลปิน 2 ท่านข้างบนจากอุปกรณ์ชนิดเดียวกัน คือ เครยอง
เราจะเห็นความแตกต่างของความหนักแน่น การลงน้ำหนัก
งานของท่านอังคารจะออกมาสไตล์นุ่มนวลกว่า ...แต่เส้นที่ใช้แสดงถึงความเฉียบ คม มั่นใจ
เครยอง เป็นแท่งถ่านสี่เหลี่ยม เนื้อค่อนข้างแข็ง
ไม่แม่นจริง ปาดเส้นลงไปทีเดียว ...ไม่พริ้ว เหมือนงานที่เราเห็นหรอกค่ะ

เขียนถึง 2 ท่านนี้ไปแล้ว .. ก้ต้องเขียนถึง อีก 2 ท่านที่เป็นกลุ่มเดียวกัน
คือ อ. เฉลิมชัย โฆษิตภิพัฒน์ ซึ่งเป็นคู่ซี้ของ อ. ถวัลย์ ดัชนี
แถมมีผลงานที่โดดเด่นอยู่ในจังหวัดเดียวกัน คือ เชียงราย
ไป " บ้านดำ " แล้วอย่าลืมที่จะเลยไป " วัดร่องขุ่น " นะคะ
เด๋วจะเอาภาพจิตรกรรมฝาผนังภายใน รวมถึงตัววัดมาลงให้ดู

รวมถึงจะเอาวิธีการเขียนลายไทยแบบง่าย ๆ เผื่อใครสนใจมาแปะให้

และอีกท่านที่จะเขียนถึง คือ อ. ประเทือง เอมเจริญ
ศิลปินที่จบเพียงชั้น ป.4 และฝึกเขียนรูป เรียนรู้ด้วยตัวเองมาตลอด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2011, 12:30:24 PM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #7 เมื่อ: มีนาคม 05, 2011, 12:45:23 PM »

** ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดร่องขุ่น ค่ะ ....ผลงาน เฉลิมชัย โฆษิตภิพัฒน์
( ส่วนที่มาของวัด แรงบันดาลใจ ...จะเอาเนื้อหามาลงให้อีกที )











บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #8 เมื่อ: มีนาคม 05, 2011, 01:23:51 PM »

** ภาพภายนอกของวัดร่องขุ่น ..ที่วิจิตรงดงามและอ่อนช้อย
เครดิตภาพ : คุณ bicycle_trend จากแกลอลี่ ห้องกล้อง พันทิพ ค่ะ




















แปะแค่นี้ก่อน ..ต้องไปทำธุระแล้วจะมาเขียนต่อ อิอิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 05, 2011, 10:31:32 PM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
personal jesus
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6295



« ตอบ #9 เมื่อ: มีนาคม 05, 2011, 04:42:51 PM »



รูปวัดร่องขุ่นภาพสุดท้าย
ได้มีโอกาสถ่ายรูปหมู่
ยังจำได้ วันที่ไป ได้เจอ
อาจารย์ เฉลิมชัย ได้ถ่ายรูปร่วมกับอาจารย์ด้วย
เดินสวน กับ อาจารย์ แต่จำไม่ได้
น้องสะกิดบอกให้ ... นั่นไงอาจารย์เฉลิมชัย


 
บันทึกการเข้า
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #10 เมื่อ: มีนาคม 10, 2011, 11:53:13 AM »

** ดีจัง..ที่ PJ ได้ไปเที่ยวแล้ว..เอ้ อยู่เมืองไทยแท้ ๆ ยังไม่เคยไปเลย  

เอาลายไทยแบบง่าย ๆ มาฝากค่ะ ...
ลวดลายพวกนี้เป็นเหมือนลายบังคับ หรือ ลายพื้นฐาน ที่การเขียนภาพเกี่ยวกะลายไทยจะต้องมี



ลายนี้เราเรียกว่า ..กระจังตาอ้อย ค่ะ


ส่วนนี่ คือ กระจังปฏิญาณ


ภาพเมื่อใส่รายละเอียดลงไปในกระจังทั้ง 2 แบบแล้ว
รูปแรกคือ กระจังปฏิญาณ ส่วน 2-3 คือ กระจังตาอ้อย และปิดท้ายด้วยกระจังปฏิญาณอีกที
พอจะสังเกตุเห็นความแตกต่างของกระจังทั้ง 2 แบบกันหรือเปล่า เอ่ย !



ลายนี้มีชื่อว่า ..พุ่มทรงข้าวบิณฑ์ ค่ะ ดัดแปลงมาจากะธรรมชาติคือ ดอกบัว
เราจะเห็นความแตกต่างของพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ กะ กระจังตาอ้อย คือ
ตรงส่วนฐานจะมีโครงแบบกลีบดอกบัวเพิ่มขึ้นมา



การขึ้นโครงของลายกนก 3 ชั้น


กนก 3 ชั้นเมื่อใส่ลวดลายลงไปแล้ว

จะเห็นว่าการขึ้นโครงในการเขียนจะเริ่มมาจากรูปทรงเรขาคณิตทั้งสิ้น
เมื่อวาดโครงในรูปต่าง ๆ ลงไปแล้วเราจึงจะเก็บรายละเอียดลงไปอีกที
แปะแค่นี้ก่อนค่ะ ...เด๋วมาต่อ อิอิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 10, 2011, 12:05:30 PM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #11 เมื่อ: มีนาคม 10, 2011, 03:02:00 PM »

มีคนให้ ฉายา หยินหยาง ดำ ขาว

ลีลา อารมณ์ ผลงานอันสุดยอด ของ ศิลปิน 2 ท่าน

อ.เฉลิมชัย กับ อ.ถวัลย์

เฉลิมสวรรค์ ถวัลย์นรก


 
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #12 เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 09:54:43 AM »

** แหม ..มันก็ไม่ถึงกะเปรียบการเขียนรูปของ 2 ท่านนี้
ว่า อ. เฉลิมสวรรค์ อ.ถวัลย์นรก..หรอกค่ะ เพียงแค่สไตล์ใครสไตล์มันมากกว่า ...

ขอเอาลายไทยพื้นฐานที่ต้องมีในการเขียนลายมาต่ออีกนิดนะคะ..



ลายนี้..เรียกว่า ลายประจำยาม


ลายประจำยาม ..เมื่อใส่รายละเอียดลงไปแล้ว


ลายกาบ..ลายลักษณะนี้จะใช้สำหรับการตกแต่งในมุมของฐานเสาค่ะ


ลายนกคาบ..นกคาบ จะใช้เชื่อมต่อในการผูกลายของการเขียนลายกนกหรือลายต่าง ๆ


ลวดลายที่ใช้ประกอบในการผูกลายเช่นกัน..


ช่อของลายต่าง ๆ ที่เชื่อต่อกับลายนาคขบและนกกาบ
พอจะมองออกกันไหมว่าเขาเอามาเชื่อมต่อกันตรงจุดไหนบ้าง



น้ำและคลื่น..ในลายไทย

** ลวดลายพวกนี้ ..จะมีอยู่ในภาพลายไทยแต่ละภาพค่ะ
ถ้าเราพอจะรู้ฐานที่มาของรูปต่าง ๆ ก็จะเข้าใจง่ายขึ้น ลองหัดเขียนเอง ผูกลายเองยังได้เลย
ลายไทยไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ ... ^^
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2011, 09:58:15 AM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #13 เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 12:05:11 PM »

** มารู้จักชื่อของสัตว์หิมพานต์กันค่ะ ..  


สัตว์หิมพานต์ในลายไทยตัวนี้มีชื่อว่า "นาคปักษิณ" เป็นสัตว์ผสมระหว่างนาคกับหงส์ ค่ะ


สิงฆ์ ( เอามาให้ดูแค่แบบเดียวเน้อเพราะ ราชสีห์และสิงฆ์ ในลายไทยแยกย่อยได้เป็น 10 กว่าชนิด )

...
ภาพแรกเป็น เทพนรสีห์ จะมีมีกายท่อนบนเป็นมนุษย์ ส่วนท่อนล่างเป็นสิงห์
ส่วนภาพทางขวามือ คือ อัปสรสีหะ เป็นคนครึ่งกวางบางครั้งก็ถูกวาดให้มีช่วงล่างเป็นสิงห์แทน
ความต่างกันของสัตว์ 2 ชนิดนี้คือ เทพนรสีห์ เป็นเพศผู้ส่วน อัปสรสีหะ เป็นเพศเมีย ค่ะ



มัจฉานุ : เป็นสัตว์ที่มีกายเป็นลิงมีหางเป็นปลา
มัจฉานุเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องรามเกียรติ์เป็นบุตรของตัวละครหลัก หนุมานกับนางเงือกชื่อนางสุวรรณมัจฉา



อสูรปักษา : เป็นสัตว์ครึ่งยักษ์ครึ่งนกโดยเป็นยักษ์ครึ่งบน และส่วนตั้งแต่เอวลงมาเป็นนก
หรือท่อนล่างเป็นไก่ เชื่อกันว่าเป็นสัตว์กินเนื้อเนื่องมาจากกายท่อนบนที่มีลักษณะเป็นยักษ์นั่นเอง
สามารถบินได้ด้วยความเร็วสูงและล่าสัตว์ใหญ่จำพวก กวาง ม้า หรือแม้กระทั่ง มนุษย์ เป็นอาหาร



หงส์...


ศฤงคมัสยา : เป็นปลาที่มีอิทธิฤทธิ์ได้รับพรจากพระวิศณุ
เขาบนหัวนั้นมีไว้เพื่อช่วยลากเรือต่างๆ เมื่อน้ำท่วมโลก



นาค : นาคนั้นเป็นราชันย์แห่งเหล่าอสรพิษ เป็นสัตว์ที่มีรูปลักษณ์พื้นฐานเหมือนงูขนาดใหญ่
มีเคราและหงอนอยู่บนหัว นาคเป็นพี่น้องคนละแม่กับครุฑ
และด้วยปัญหาเรื่องแม่นี่เอง ที่ทำให้นาคกับครุฑเป็นศัตรูกันตลอดกาล


เอามาให้ดูแบบคร่าว ๆ นะคะ ..เพราะสัตว์หิมพานต์ในลายไทยมีเยอะมากกกกกก ...
บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
personal jesus
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 6295



« ตอบ #14 เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 12:27:12 PM »


ได้ไอเดีย ให้เด็กที่บ้านวาดรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์
หรือไม่ก็ ลองให้เขาเอาไปพ่นสี กราฟฟิตี้ 
ถ้าลุ้นได้ผล จะถ่ายรูปมาให้ดู
บันทึกการเข้า
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 12:27:58 PM »

** ดูลายไทยในแต่ละองค์ประกอบแบบคร่าว ๆ ไปแล้ว
กลับมาสู่ที่มาของวัดร่องขุ่นกันต่อ ..นะคะ
นี่คือคำพูดของ อ. เฉลิมชัย สำหรับแรงบันดาลใจในการสร้างวัดร่องขุ่นขึ้นมา ..
 

" ผมใฝ่ฝันที่จะสร้างวัด (อุโบสถ) สักหลังก่อนตาย สาเหตุเพราะผมเป็นชาวพุทธแท้ ผมเป็นจิตรกร หลังจากที่ผมได้ทำบุญครั้งใหญ่ ปี ๒๕๒๗ ด้วยการเดินทางไปเขียนจิตรกรรมฝาผนังถวายเป็นพุทธบูชาที่วัดพุทธปทีป ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา ๔ ปี ผมหมดเงินที่เคยสะสมมา ผมเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่...ปี ๒๕๓๑ ผมกลับไปที่บ้านเกิดของผม เพื่อกราบหลวงพ่อและถวายรูปพิมพ์ผลงานวัดพุทธปทีปให้ท่าน วัดบ้านผมทรุดโทรมมาก หลวงพ่อสมภารสุขภาพไม่ดีและชราภาพมาก อุโบสถหลังเล็กๆ ที่ผมเคยจำความได้ เคยเห็นพ่อผมกับเพื่อน ๆ ท่านในหมู่บ้าน ชักไม้ด้วยช้างมาร่วมกันสร้างวัด ผมเคยเห็นหลวงพ่อ ตายาย พ่อแม่ และพี่น้องชาวบ้านเดินทางไปอาราธนาหลวงพ่อศิลาดำใส่เกวียนออกมาจากป่า "
  
"ผมเข้าไปในโบสถ์ที่ใชัสังฆกรรมไม่ได้ด้วยเหตุเพราะชำรุดมาก และกลายเป็นที่อยู่ของค้างคาวฝูงใหญ่ ผมตั้งอธิษฐานจิต ถ้าชีวิตผมพร้อมเมื่อไหร่ ผมจะกลับมาสร้างโบสถ์ใหม่ให้ได้ เวลา ๑๐ ปี ผ่านไปด้วยกุศลจิต ชีวิตผมและครอบครัวประสบความสำเร็จทุกอย่างพร้อมแล้ว.."

แรงบันดานใจในการสร้างวัดร่องขุ่น
    
มีคนถามผมเยอะมากถึงแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ทุ่มตัวทุ่มใจอุทิศตนสร้างวัดไปจนตายผมมีอยู่ 3 สิ่งที่ผมเคารพรักศรัทธายิ่งกว่าชีวิตอันกระจอกงอกง่อยของผมเอง และคนไทยทุกคนควรระลึกถึงทุกลมหายใจเข้าออก  
 
ชาติ : ผมเกิดบนแผ่นดินไทย ในหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่าบ้านร่องขุ่น ในจังหวัดเชียงราย เกิดมาไม่มีไฟฟ้า ใช้บริการด้วยหมอตำแยชื่อยายตุ่นดึงออกมาจากแม่ผม เลือดรกผมตกบนแผ่นดินนี้  ผมรักบ้านเมืองประเทศของผม แต่เด็กปรารถนาอยากเป็นทหารรับใช้ชาติ แต่ดันเรียนไม่เก่ง วาดรูปเก่ง จึงหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะสร้างงานศิลปะให้ยิ่งใหญ่ฝากไว้ให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ณ ที่เกิด

ศาสนา : ผมเลวมาก่อนแต่เด็ก ใจร้อน วู่วาม เคยแทงพี่ชาย เกเร เที่ยวซ่อง เจ้าชู้ โตขึ้นติดกาม เจ้าชู้มาก หลอกผู้หญิงมาเยอะ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็ยิ่งเพิ่มความเลวเข้าไปอีก อัตตสูง ความอยากกามอยากวัตถุสูง อยากเด่น อยากดัง อิจฉาตาร้อน โอ้อวด

ธรรมมะของพระพุทธเจ้า : เป็นเหมือนหวายหนามอันแหลมคมฟาดมาที่ใจผมเมื่อจิตพยศ ธรรมะเหมือนน้ำเย็นดับความเร่าร้อนลึกๆในจิตผม และเป็นน้ำอุ่นๆ ให้ผมอุ่นจิตเมื่อผมมีอาการหวาดผวาลังเลในสัจธรรม


ความหมายของอุโบสถ

ผมสร้างโบสถ์ในเขตพุทธวาส เปรียบเหมือนบ้านของพระพุทธเจ้า สีขาวแทนพระบริสุทธิ์คุณของพระเจ้า กระจกขาว หมายถึงพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าที่แปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล

สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ก่อนขึ้นสะพานครึ่งวงกลมเล็กหมายถึง โลกมนุษย์ วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามาร หรือพระราหูหมายถึง กิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ใดจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองทิ้งลงไปในปกพญามาร เพื่อเป็นการชำระจิตเราให้ผ่องใสถึงจะเดินผ่านขึ้นไป บนเส้นของสะพานจะประกอบไปด้วยอสูรอมกัน ๑๖ ตัว ข้างละ ๘ ตัว หมายถึง อุปกิเลส ๑๖ จากนั้นก็จะถึงกึ่งกลางสะพาน หมายถึงเขาพระสุเมรุ เป็นที่อยู่ของเทวดา ด้านล่างเป็นสระน้ำ หมายถึงสีทันดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ ๖ ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ ๑๖ ดอกรอบอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด ๔ ดอก ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์ หมายถึงซุ้มพระอริยเจ้า ๔ พระองค์ ประกอบด้วยพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่เราควรกราบไหว้บูชาก่อนขึ้นบันไดครึ่งวงกลม หมายถึง โลกกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น ๓ ขั้น แทน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผ่านแล้วจึงไปสู่แผ่นดินของอรูปพรหม ๔ แทนด้วยดอกบัวทิพย์ ๔ ดอก และบานประตู ๔ บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง (ความหลุดพ้น) แล้วจึงจะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าสู่พุทธภูมิ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 12, 2011, 12:32:05 PM โดย see-u » บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
see-u
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 708



« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 12, 2011, 12:34:57 PM »


ได้ไอเดีย ให้เด็กที่บ้านวาดรูปสัตว์ในป่าหิมพานต์
หรือไม่ก็ ลองให้เขาเอาไปพ่นสี กราฟฟิตี้ 
ถ้าลุ้นได้ผล จะถ่ายรูปมาให้ดู

** เจ๋ง .. ค่ะ PJ
การวาดภาพเป็นการสร้างสมาธิที่ดี..ทำให้ใจนิ่งขึ้น
+ สร้างจินตนาการในเรื่องของความคิดสร้างสรร ..
พรุ่งนี้ .. คงได้ดูภาพถ่าย เน้อ ^^
บันทึกการเข้า

,.. See - U Never Die ..,

** ข้ออ้างจากพวกหิวคะแนน..

แมงสาบ : ไม่เลือกเราเขา (แม้ว) มาแน่
ตะกวดแดง : เลือกเรา " แม้ว "จะกลับมา


ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา : ถ้าไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก พรรคการเมืองอย่าดูถูกประชาชน
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #17 เมื่อ: มีนาคม 16, 2011, 09:43:16 AM »





แหล่งเรียนรู้บ้านดำ เทวาลัยบรรจุวิญญาณงานศิลป์

"พรหมชาลสูตร คือพระสูตรแรกที่ถูกบันทึกไว้ในพระสุตตันตปิฎก



ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้.. ในสมัยโบราณมีการจารึกพระสูตรนี้ลงบนหนังหมี ลักษณะเดียวกับการเขียนพระคัมภีร์อัลกุรอานในอิสราเอล ซึ่งเขียนลงบนตัวแกะที่ยังไม่เกิด เพราะหากเกิดออกมาแล้วจะมีเส้นเลือดและเส้นเอ็น เพราะฉะนั้นต้องเอาแกะที่ใกล้จะเกิดแล้วออกจากท้องแม่มัน แล้วมาเขียนเป็นคัมภีร์ที่งดงามม้วนใส่ไว้ในเซรามิก เก็บไว้เป็นพระคัมภีร์.. ดังนั้นเพื่อให้ระลึกถึงพรหมชาลสูตร จึงมีหนังหมี!!...”
   
นี่คืออรรถาธิบายถึงเหตุผลในการวาง “หนังหมี” ขนาดเท่าตัวจริง 2 ตัว พาดแนวยาวเท่าความยาวของโต๊ะประมาณ 10 เมตร ซากหมีตัวเขื่องที่กำลังหันหน้าชนกันอยู่กลางโต๊ะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจให้กับผู้ชม และนี่ไม่ใช่แค่สิ่งประดับเพื่อความสวยงาม ภายใน “บ้านดำ” ของ “ถวัลย์ ดัชนี” แต่ความหมายของมันเปรียบเหมือนตัวแทนให้ระลึกถึงภูมิหลังในการเก็บรักษาพระธรรมคำสอนอันล้ำค่าของพระพุทธเจ้า...
   
...ไม่บ่อยครั้งนักที่ ‘อ.ถวัลย์’ จะทำหน้าที่มัคคุเทศก์นำชมบ้าน หรือเทวาลัย อันประกอบด้วยหลากหลายประเภทผลงาน ทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม โดยเทวาลัยทั้ง 35 หลังในปัจจุบัน ยังไม่รวมห้องน้ำอีก 8 หลัง ตั้งอยู่บนอาณาบริเวณราว 100 ไร่ ในพื้นที่ ต.นางแล อ.เมือง จ.เชียงราย คนทั่วไปเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า “พิพิธภัณฑ์บ้านดำ” ขณะที่เจ้าของบ้านบรรจงใช้คำว่า “ภาชนะบรรจุวิญญาณ” ของตัวเอง....!!!
   
ด้านในของเทวาลัยแต่ละหลังนั้น ยังคงมีสิงสาราสัตว์อีกหลากชนิดนับไม่ถ้วน โดยแต่ละชิ้นอัน หากได้หยิบจับขึ้น อ.ถวัลย์ จะสามารถบอกเล่าถึงความเป็นมาได้อย่างสนุกสนาน ทั้งน่าจดจำและขำอยู่ในที..
   
เช่นเรื่องที่เคยเล่าถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่มาของ ’เตียงนอนเจ้าหญิงเมืองเว้”  ซึ่ง อ.ถวัลย์ บุกป่าฝ่าดงไปหาซื้อถึงตอนใต้ของอเมริกา ตามคำชวนของ “กมล ทัศนาญชลี” เพื่อนศิลปินแห่งชาติ
   
“ห้องถัดไปเป็นเตียงนอนเจ้าหญิงเมืองเว้ ปูด้วยหนังหมีสีดำ ผมประมูลมาจากแอริโซนา ระหว่างทางไปผมผ่านหมู่บ้านอินเดียนแดง ชื่อ Zzzzs คือออกเสียงยาว ๆ ลอดตามไรฟันเพียงพยางค์เดียวเท่านั้น ที่มาของชื่อได้จากงูหางกระดิ่งที่แผ่แม่เบี้ยกำลังจะฉก ซึ่งเรื่องของเรื่องเกี่ยวข้องกับชาวอินเดียนแดงคนหนึ่ง ที่พบนอนจมอยู่ในทะเลทรายโผล่ขึ้นมาครึ่งตัว
   
คนนำทางบอกว่าชายผู้นี้คือหัวหน้าอินเดียนแดง มีความสามารถพิเศษในการรู้ที่ตั้งข้าศึกศัตรูด้วยการแนบหูฟัง.. ซึ่งพอผมถามว่าข้างหน้ามีอะไร เขาตอบทันทีว่ามีรถม้าคันหนึ่งเทียมด้วยม้าสีดำ พร้อมบรรยายรูปพรรณผู้โดยสารบนรถที่มากันเป็นครอบครัว.. ผมสงสัยจึงถามต่อว่าลุงรู้ได้อย่างไร คำตอบคือ ทำไมจะไม่รู้ ก็รถม้าบ้านั่นเพิ่งทับบั้นเอวลุงไป เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้วนี่เอง” (ฮา..)
   
ย้อนอดีตไปเมื่อ 40 กว่าปีก่อน ครั้งที่ “ถวัลย์ ดัชนี” อยู่ในวัย 36 ปี ยังไม่ได้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ” แนวคิดหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ คือ การสร้างเทวาลัยแห่งนี้เพื่อเป็นที่รวบรวมผลงาน แลนั่นเองได้กลายมาเป็นผลิตผลอันทรงคุณูปการ ด้วยว่า ณ วันนี้ “พิพิธภัณฑ์บ้านดำ” ได้รับการยกย่องจาก “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม” ให้เป็นบ้านศิลปินแห่งชาติ ลำดับที่ 11 ที่ประกาศตัวเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อสร้างสมรภูมิปัญญาให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนผู้มีจิตสนใจ




   
“ศาสดา ย่อมไม่กระหายหาศิษย์” ด้วยความเชื่อนี้เอง “อ.ถวัลย์” จึงเปิดพื้นที่กว้างสำหรับการเรียนรู้มาตั้งแต่พิพิธภัณฑ์เริ่มตั้งไข่ หรือตามสไตล์ของนักวาดรูปท่านนี้      มักจะกล่าวว่า ’นาน..ตั้งแต่วงแหวนยังไม่ล้อมดาวพระเสาร์” และจวบจนถึงปัจจุบัน “เทวาลัย” แห่งนี้ยัง    คงไม่หยุดนิ่ง ทั้งจากการคิดริเริ่มต่อยอดสร้างสรรค์ รวมถึงไม่เคยร้างลาผู้คนจากการสัญจรไปมา
       
การเยือน “แหล่งเรียนรู้บ้านดำ” ไม่เพียงจะได้พบความสวยงามของสถาปัตยกรรมบ้านดำ ทว่ายังจะได้โอกาสศึกษาความหมายของสิ่งประดับทั้งน้อยใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่ ’ก้อนหิน” ที่วางเรียงรายบริเวณหน้าบ้าน บ้างก็มีวางเด่นเป็นตระหง่านบนผืนหญ้า ทุกสิ่งล้วนมีนัย ซึ่งไม่ได้แอบแฝงไว้สำหรับผู้ใฝ่รู้ที่มากด้วยสุนทรีย์และจินตนาการ
   
’หินเจ็ดก้อนบ่งบอกถึง หุบเขา ’สัตต        บรรพต” แปลว่า ภูเขาทั้งเจ็ด คือ ยุคนธร           อินิมธร กรวิก สุทัศนะ เนมินธร วินันตกะ และอัสสกัณณะ โดยภูเขาแห่งนี้ตั้งอยู่ในดินแดนป่าหิมพานต์ เป็นส่วนที่ล้อมรอบแกนกลางของจักรวาล ขณะที่การวางหินเจ็ดก้อน ก็จะหมายถึงอริยมรรค หรือ มรรคมีองค์แปด คือ ธรรมอันเป็นทางดำเนินของพระอริยเจ้า”
   
แม้จะออกตัวว่าไม่ใช่นักแปลความ แต่ “อ.ถวัลย์” ก็สามารถอธิบายถึงเรื่องราวเมื่อครั้งพุทธภูมิ ซึ่งเปรียบดังแก่นแท้ของงานศิลป์ในซีกโลกตะวันออกได้อย่างแตกฉานน่าฟัง ประหนึ่งศิลปินกำลังขับขานเสียงขลุ่ยกลับคืนไปยังกอไผ่อันเป็นรากเหง้าของมัน
   
’งานศิลป์ ถ้าไม่พูดถึงปรัชญาตะวันออก หรือไม่พูดถึงไตรภูมิ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ) หรือไม่รู้จัก รามเกียรติ์ ไม่รู้จักพุทธศาสนา ก็ไม่ต่างอะไรจากต้นไม้ไร้ราก และคงกลายเป็นแค่หมาจรจัดที่ถนัดดูตามฝรั่ง ทั้งที่พวกนั้นเพิ่งเกิดมาได้แค่ร้อยปี ในขณะที่เขายังนุ่งใบไม้แทนอาภรณ์ แต่เรา       ทอใยไหมมีลายปักทอง เป็นเครื่องนุ่งห่มชั้นสูงแล้ว”
   
หลักสำคัญอีกอย่างในงานศิลป์ของ อ.ถวัลย์ คือ มุ่งนำอดีตมารับใช้ปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงคิดทำย้อนรอยให้เหมือนของโบราณ โดยจะสามารถเปรียบเทียบเทคนิคนี้ กับการพินิจรวงผึ้งของเกสรร้อยมาลัย แล้วรังสรรค์ขึ้นมาใหม่
   
อาทิเช่น การแบ่งประเภทของบ้านตามแต่วัสดุที่ใช้สร้างตัวบ้าน ย้อนรอยอารยธรรมดั้งเดิมของชนเผ่ามนุษย์ ที่สร้างเคหสถานด้วยไม้ คอนกรีต ดินเผา หิน และเซรามิก ส่วนการตกแต่งด้วยซากสิ่งมีชีวิตที่เปรียบเป็นเจ้าของประจำเทวสถานแต่ละแห่ง ก็จะแยกตามศาสตร์ว่าด้วยการกำเนิดขึ้น หรือเรียกว่า ’โยนิ” ทั้ง 4 ประเภท อาทิ สัตว์ซึ่งอยู่ในไข่ เรียกว่า อัณฑชะโยนิ สัตว์ซึ่งอยู่ในรก เรียกว่า ชลาพุชะโยนิ สัตว์ซึ่งอยู่ในเปลือกตมทั้งหลาย เรียกว่า สังเสทชะโยนิ และสัตว์ที่เกิดจากอำนาจของอธิษฐานจิต ที่เรียกว่า โอปปาติกะโยนิ
   
แม้วันนี้ อ.ถวัลย์ จะรำพึงรำพันว่าชื่อเสียงที่มีส่งผลให้เกิดเดียรัจฉานกิจกรรม หรืองานปาหี่ต่าง ๆ นานา เบียดบังการทำหน้าที่ในฐานะเป็น “นักวาดภาพ” แต่ก็อย่างที่อาจารย์กล่าวเอาไว้ว่า ’เทวาลัยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความรัก.. รักที่กำหนดรูปผ่านดวงจิตโดยไร้คำกล่าวใด ๆ..” แลเมื่อการก่อร่างที่ว่านี้ ได้ข้ามผ่านหลายทิวาราตรีแล้ว “จุมพิตของแสงสุริยา ย่อมกล่อมเกลาทั้งตระหนี่แลใด ๆ ให้เปลี่ยนเป็นสุกงอมและยอมสละ”!!.


http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=42&contentID=126717
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #18 เมื่อ: มีนาคม 16, 2011, 09:49:17 AM »



ไม่ใช่งานง่าย’ กระทั่งพูดได้เต็มปากว่าเป็นงานยากและท้าทายที่สุด

     ความยากชั้นแรก ถวัลย์ ดัชนี คือศิลปินใหญ่ (ทั้งรูปร่าง อายุ และผลงาน) ของเมืองไทย นั่นหมายความว่าทุกแง่มุมของเขาย่อมถูกขุดข้นและพลิกควานชนิดทะลุปรุโปร่งจากสื่อมวลชนมาแล้ว ความยากชั้นที่สอง เล่ากันมาว่าถวัลย์ ดัชนี นั้นอารมณ์เกรี้ยวกราด หากพูดคุยไม่ถูกคอ หรือหลุดคำถามไม่ฉลาดออกไปอาจโดนเขาไล่กลับได้ง่ายๆ

     เพียงสองข้อนี้ก็คงไม่ต้องเสาะหาเหตุผลอื่นใดมาพูดพร่ำถึงความยากได้อีกกระมัง

     ‘รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ ภาษิตบางตอนจากวรรณกรรมเอกเรื่องสามก๊กจึงผุดขึ้นมาในหัว ผมตะลุยอ่านข้อมูลเกี่ยวกับถวัลย์ ดัชนี ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แน่นอนว่าแม้รู้อยู่เต็มอกว่าการสัมภาษณ์กับการรบนั้นเป็นคนละเรื่อง ยิ่งเรื่องแพ้-ชนะยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง เพราะการสนทนาไม่ใช่เกมการแข่งขัน หากการสัมภาษณ์คือการถอดถ่ายความรู้ ทัศคติ ความคิด อันหลอมเป็นตัวตนของคนคนนั้นออกมา แม้รู้อย่างนี้ ผมก็ยังไม่อาจหักห้ามความประหม่าและความตื่นกังวลได้

     “... ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากจะคุยเรื่องศิลปะ เพราะเรื่องอะไรพวกนี้ผมพูดมาเยอะแล้ว” เสียงถวัลย์เมื่อครั้งที่คุยกันทางโทรศัพท์แว่วเข้ามาในโสตประสาท ยิ่งเป็นเชื้อให้ความกังวลประทุขึ้นอีกทับทวี

     ข้อมูลจากการอ่าน, ปัจจุบัน ถวัลย์ ดัชนี อายุ 65 ปี ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เมื่อปี พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอื่นๆ อีกนับแทบไม่ถ้วนทั้งจากประเทศแถบเอเชียอย่างญี่ปุ่น ทั้งสหรัฐอเมริกา ทั้งประเทศแถบยุโรป และว่ากันว่าภาพเขียนของเขาราคาสูงที่สุดในเมืองไทย (20 ล้านบาท)

     เมื่อจบจากวิทยาลัยเพาะช่าง ถวัลย์ ดัชนี ได้เข้าเรียนที่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยเขาเลือกเรียนสาขาจิตรกรรม จากนั้นสามารถสอบชิงทุนระดับปริญญาโทและเอกไปเรียนต่อ ณ เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมแล้วถวัลย์ใช้ชีวิตอยู่ประเทศแถบยุโรปกว่าสิบปี จึงไม่แปลกที่เขาจะพูดได้ถึง 6 ภาษา

     น้อยคนนักจะรู้ว่าถวัลย์นั้นเป็นด็อกเตอร์ ซ้ำยังเป็นด็อกเตอร์สาขาปรัชญาและสุนทรียศาสตร์อีกด้วย

     ทั่วโลก ถวัลย์มีบ้านอยู่จำนวนสามสิบห้าหลัง หลังที่พิเศษคือบ้านที่ตำบลนางแล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเขาได้สร้างเป็นงานสถาปัตยกรรมอันงดงามในอาณาบริเวณทั้งหมดที่มีอยู่ เหตุนี้เองเขาจึงเป็นจิตรกรเพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลด้านสถาปัตยกรรม จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

     ถึงวันนัดสัมภาษณ์ ขณะที่เดินเข้าไปในหอศิลปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ก็พบกับถวัลย์ ดัชนี ซึ่งตอนนั้นกำลังนั่งพูดคุยกับกลุ่มนักเรียนที่เข้ามาชมงานแสดงด้วยใบหน้าที่... ไม่มีความเป็นคนเจ้าอารมณ์หรือเกรี้ยวกราดอย่างที่ได้ยินมาแม้แต่น้อย สิ่งที่เห็นกลับเป็นใบหน้าของชายชราใจดี น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นก็ช้าเนิบ เป็นจังหวะ และชวนฟัง

     ณ เวลานั้นงานแสดงเดี่ยวในรอบ 30 ปีในประเทศไทยของถวัลย์ ดัชนี ชื่องานว่า ‘ไตรสูรย์’ เปิดแสดงมาแล้วสองเดือนเศษๆ โดยจะแสดงยาวถึงเดือนมกราคม ปี 2548 และครั้งนี้อาจเป็นการแสดงเดี่ยวครั้งสุดท้ายของเขา

     “ก่อนจะสัมภาษณ์เรามาทำความรู้จักกันก่อนแล้วกัน” ถวัลย์ ดัชนี เอื้อนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำหลังจากเข้าไปแนะนำตัวว่าเป็นใคร มาจากไหน และต้องการทำอะไรกับเขา จากนั้นเขาจึงพาขึ้นบนชั้นหกของหอศิลป์ฯ เพื่อนั่งพูดคุยกัน

     ช่วงหนึ่งของการพูดคุยก่อนสัมภาษณ์อย่างเป็นงานเป็นการถวัลย์ถามว่า หนังสือ mars คือหนังสืออะไร กลุ่มคนอ่านเป็นใคร หลังฟังคำอธิบายจบเขาจึงเล่าถึงนิตยสารต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ยุโรปนั้นแยกย่อยเป็นกลุ่มเฉพาะเต็มไปหมด แม้เมืองไทยจะมีข้อมูลว่าบนแผงหนังสือปัจจุบันมีนิตยสารมากกว่าสามร้อยหัวนั้น หากเทียบกับประเทศแถบยุโรปแล้ว เขาบอกว่ามีจำนวนน้อยนิดเลยทีเดียว

     เพราะการทำความรู้จักกันก่อนแท้ๆ ความคิดบางอย่างจึงพลันสว่างขึ้นมา—ผมจะชวนถวัลย์ ดัชนี คุยเรื่องการอ่าน!



ในฐานะของคนที่ทั้งเรียน ทั้งทำงานศิลปะในประเทศตะวันตกมาสิบกว่าปี หากเจาะจงเฉพาะเรื่องวัฒนธรรมการอ่าน คุณมองเห็นความต่างเรื่องนี้อย่างไร ระหว่างประเทศตะวันตกกับบ้านเรา

     เรื่องการอ่าน ม.ล. มานิจ ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้ทรงภูมิด้านการอ่าน การเขียนของของบ้านเรา ท่านบอกว่าในจำนวนคนหกสิบล้านคนในบ้านเรา เฉลี่ยแล้วปีหนึ่งอ่านหนังสือคนละไม่ถึงสิบหน้า ซึ่งเรื่องการอ่านนี้ผมวิเคราะห์ว่า... เนื่องจากคนตะวันออกนั้นอ่านจากธรรมชาติ เรามีฤดูร้อน มีฤดูฝน มีฤดูหนาว เรามีลมพัด มีภูเขา มีทุ่งราบ ขณะเดียวกันก็ไม่มีแผ่นดินไหว เราไม่มีโคลนถล่ม ไม่มีภูเขาไฟระเบิด เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราอ่านจึงเป็นธรรมชาติ เราแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะมาอ่านข้อมูลที่เขียนเอาไว้ ซึ่งเป็นข้อมูลแห้ง ส่วนในยุโรป เขามีฤดูหนาวอันยาวนานถึง 10 เดือนต่อหนึ่งปี ฉะนั้น เขาจึงต้องถนอมทั้งความคิด ทั้งอาหาร รวมไปถึงการใช้ชีวิต

     สื่อต่างๆ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม และนาฏกรรม จึงถูกนำมาเสนอแก่ผู้ซึ่งถูกตรึงไว้กับภูมิอากาศที่ครอบคลุมอยู่ ฉะนั้น เขาจึงต้องมีวรรณกรรม มีวัฒนธรรมในการอ่านหนังสือ ส่วนในบ้านเรา-ไม่มีวัฒนธรรมในการอ่านพระไตรปิฎก เพราะคนที่อ่านคือพระเท่านั้น เพราะท่านรู้ภาษาบาลีและสันสกฤต บ้านเราจึงไม่มีวัฒนธรรมการอ่าน ไม่มีวัฒนธรรมการฟัง ถึงฟังเราก็ไม่รู้ความหมาย มีเพียงศรัทธาจริตที่ฟังว่า นะโม ตัสสะ ภควโต เราก็ฟังไปอย่างนั้นแหละ หรือพ่อแม่สอนให้ไหว้พระเราก็ไหว้ไปอย่างนั้นแหละ ตรงนี้คือการควบคุมกายชนิดหนึ่งเรียกว่ากายานุสติปัฏฐาน คือรู้จักการนั่ง นอน ยืน เดิน หายใจ แต่ไม่เข้าใจ เพียงแค่รู้สึกว่านี่คือของศักดิ์สิทธิ์ เป็นความสูงส่ง แต่ไม่เข้าใจ เพราะวัฒนธรรมของเราไม่ได้สอนเพื่อการเข้าใจ วัฒนธรรมของเราสอนให้เกิดศรัทธาจริตและความรู้สึก แล้วปกติ 10 เดือนเราอยู่ข้างนอก ส่วนฤดูหนาวเราก็มีแค่เดือนเดียว อย่างมากก็สองเดือน แต่ทุกวันนี้อาจะเหลือครึ่งเดือนด้วยซ้ำ เราจึงสนุกสนานกับการใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกบ้าน สนุกสนานกับชั้นบรรยากาศ เรามีผลไม้กินตลอดปี มีอาหารอุดมสมบูรณ์ เราจึงไม่ต้องถนอมอาหารทีละมากๆ ไม่จำเป็นต้องมีตู้เย็น ส่วนประเทศแถบยุโรปเขาจำเป็นต้องอยู่ในบ้านเป็นสิบๆ เดือน ขณะที่บ้านเรามีแต่พระเท่านั้นที่อ่านพระไตรปิฎก ส่วนบ้านเขาใครๆ ก็อ่านไบเบิลได้ เพราะเป็นภาษาที่เขาอ่านรู้เรื่อง เด็กๆ อ่านรู้เรื่อง มีครูสอน ขณะเดียวกัน-จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณกรรม มันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเขา มีอยู่ในบ้านเมืองเขาสามพันปีมาแล้ว เช่น อียิปต์ กรีก โรมัน ส่วนบ้านเราเกิดมีวัฒนธรรมขึ้นมาจริงๆ ก็แค่เจ็ดร้อยปี ก่อนหน้านี้เราอาจจะมีศรีวิชัย มีทวารวดี มีลพบุรี แต่ก็ไม่เรียกยุคอารยธรรม เพราะยังไม่มีศิลาจารึก พอมีศิลาจารึกเราก็ขาดตำนาน บางทีมีตำนาน มีศิลาจารึก แต่ขาดศิลปะ เมื่อใดที่มีศิลปะ มีศิลาจารึก มีตำนาน เราจึงจะอ้างอิงได้ว่านี่คือประวัติศาสตร์ แต่เมื่อประวัติศาสตร์ของเราเป็นเพียงแค่เชียงแสนขึ้นมา แต่เราก็ไม่รู้ว่าเชียงแสนมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็เป็นคลาสสิกขึ้นมาเลย สุโขทัยก็เป็นคลาสสิก อู่ทองก็เป็นคลาสสิก อยุธยาก็เป็นคลาสสิก เราไม่มี primitive มาก่อน ไม่มี Ascetic มาก่อน อยู่ๆ ก็เป็นคลาสสิกขึ้นมาเลย เราไม่มีชุมชนบุรพกาลว่าเราสร้างบ้านแปงเมืองมาขนาดไหน เราค้นตัวหนังสือไทยได้แค่เจ็ดร้อยปี วัฒนธรรมที่มีมาเพียงเจ็ดร้อยปีจะไปเทียบกับวัฒนธรรมที่เขามีสามพันปีได้อย่างไร หรือจะบอกว่าอเมริกาที่เขาเพิ่งก่อตั้งมาสองร้อยปี แต่บรรพบุรุษเขาก็มาจากยุโรปกันทั้งนั้น อ่านหนังสือกันมาทั้งนั้น

     เมื่อไม่ใช่วัฒนธรรมการอ่าน การดู และการฟัง เราจึงไม่มีวัฒนธรรมในการดูจิตรกรรม ประติมากรรม อย่างมากก็เป็นได้แค่รูปเคารพในการทำศาสนพลี แล้วบ้านเรือนของเราก็เป็นแค่บ้านเรือนเครื่องผูก เป็นแค่กระต๊อบ นอกจากขุนนางวังน้ำเท่านั้นที่เป็นเรือนไม้ ส่วนตึกนั้นยิ่งไม่มีใหญ่ เราอาศัยอยู่ในภูมิประเทศแบบ... คืออยู่แบบยึดถือไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราไม่ยึดถือความมั่นคงว่าต้องสร้างตึกหิน ทำด้วยอิฐ เพราะเราไม่มีหิมะ ไม่มีลมหนาว เราก็เลยอยู่แบบง่ายๆ เราจึงทำแค่กระต๊อบ มุงหลังคาด้วยจาก ด้วยใบตอง ฉะนั้น งานศิลปะได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และวรรณกรรมจึงจำกัดอยู่แค่เจ้าขุนมูลนายที่ได้รับการศึกษาเท่านั้น ส่วนไพร่ฟ้าทั้งหลายก็ยากที่จะไปรับสัมผัสอันนี้ ส่วนในต่างประเทศมันเป็นเรื่องจำเป็น

     ทีนี้ ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน หนังสือที่บอกว่าขายดีที่สุดอย่างหนังสือพิมพ์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย วันหนึ่งอย่างมากก็ไม่เกินห้าล้านฉบับ คน 62 ล้านคน หรืออย่างคนที่เรียนมาด้านอักษรศาสตร์หรืออะไรก็ตาม คุณลองไปถามดูสิว่าก่อนจะมาเรียนเขาเคยอ่านโองการแช่งน้ำไหม เคยอ่านไตรภูมิพระร่วงไหม เคยอ่านลิลิตพระลอ, ทวาทศมาส, ศรีปราชญ์, สมุทรโฆษคำฉันท์, ขุนช้างขุนแผน,นิราศนรินทร์, นิราศธารทองแดง,นิราศของเจ้าพระยาตรัง หรืองานร้อยแก้วของเสถียร-โกเศศ นาคะประทีป เรื่องกามนิตไหม พลนิกร กิมหงวน ล่ะเคยอ่านไหม แล้วสามสิบปีถัดมาก็เรื่อง เพชรพระอุมา ของพนมเทียน ซึ่งมาจากของเทรเดอร์ แฮกการ์ด ที่เขียนไว้ช้านานมาแล้ว เคยอ่านไหม

     ที่ต่างระเทศ, ก่อนจะเกิดงานเขียนของเออเนสต์ เฮมิงเวย์ แจ๊ก ลอนดอน ได้เขียนมาก่อนแล้ว เช่น The Call of the Wine เป็นเรื่องการชกมวย ซึ่งเป็นแม่บททำให้เกิด The Sun also rise, To have and have not, The old and the sea งานของเฮมิงเวย์ มันสืบเนื่องกันมา แต่ของเรานี่--มันสะบั้นโคนรากแก้วมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากเจ้ามาเป็นไพร่ เมื่อก่อนเจ้าจะทะนุบำรุงจิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรมและนาฏกรรมเอาไว้ทั้งหมด แต่พอเจ้าสิ้นอำนาจ ไพร่ขึ้นมาครองเมืองเมื่อ 60 ปี ไพร่เหล่านี้ไม่มีสุขุมรสใดๆ เลย ก็เลยไม่มีใครมาช่วยเหลือจิตรกร ประติมากร วรรณกร สถาปนิก และนาฏกร เมื่อสะบั้นรากแก้วเหล่านี้เสียแล้ว จิตกรก็ไม่มีใครจ้างไปเขียนรูปให้วัดให้วัง ประติมากรก็ไม่รู้จะปั้นรูปให้ใคร วรรณกรก็ไม่มีคนอุดหนุนให้ทำงาน ดังนั้น พวกจิตรกร ประติมากร สถาปนิก วรรณกร นาฏกรจึงกลายเป็นคนยากจนข้นแค้น ไม่มีใครเข้าใจ คนพวกนี้อยู่ตรงกลางระหว่างคนที่ไม่เกิดกับคนที่ตายแล้ว เราจึงไม่มีใครที่เป็นจิตรกรแล้วสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ จิตรกรที่ผมหมายถึงก็คือคนที่เขียนรูปอย่างที่อยากเขียน ไม่ใช่คนที่รับจ้างเขียนรูปให้แก่พ่อค้าวาณิชหรือนายธนาคาร อย่างนี้ไม่ใช่การทำงานศิลปะ แต่รับจ้างวาดรูป ประติมากรก็ปั้นพระ ปั้นหลวงพ่อหลวงปู่กันไป ออกแบบเหรียญอะไรไป ไม่ได้สร้างงานศิลปะเอาไว้เพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจหรือเพื่อแสดงความรู้สึกอันงดงามของตนเองอะไร วรรณกรรมก็ออกมาเป็นวรรณกรรมที่เลวทรามต่ำช้า เพื่อรับใช้มวลชนชั้นรากหญ้า เอามาทำเป็นหนังเป็นละคร ไม่มีทั้งรสนิยม ไม่มีทั้งความคิด มอมเมาผู้คนมาโดยตลอด สถาปัตยกรรมก็มีสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง ไม่มีความเป็นชนชาติ ไม่มีความเป็นตะวันออก กระทั่งทุกวันนี้เราก็รับมนสิการจากฝรั่ง หลายคนต้องใส่สูท ผูกไท อยู่ในห้องแอร์ ฝรั่งเองเขาจำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะอากาศหนาว หิมะตก แล้วเราเกี่ยวข้องอะไรกับเขาล่ะ บ้านเราร้อนจนตับแลบ

     ก่อนจะสวรรคต รัชกาลที่สามท่านเรียกลูกทั้งหมดมาแล้วตรัสว่า การศึกฝ่ายพม่าฝ่ายเขมรไม่ต้องไปสนใจแล้ว ฝรั่งยึดไปหมดแล้ว ฝรั่งจึงน่าสนใจ สิ่งดีๆ ควรจะเรียนรู้จากเขาไว้ แต่อย่าเลื่อมใสเขาเสียทีเดียว แต่เราเล่นไปเลื่อมใสฝรั่งเสียจนยกเมืองให้แก่ฝรั่ง ยกความคิดให้แก่ฝรั่ง เราคือทาสที่ปลดปล่อยไม่ไปของฝรั่ง ทั้งที่ฝรั่งบอกว่าไม่เอาหรอก เขาไม่ได้ยึดเราเป็นเมืองขึ้น แต่เราอยากเป็นทาสของฝรั่ง ฝรั่งบอกไม่เอาๆ เราก็ขอ ขอเป็นทาส เป็นทาสทั้งรูปแบบ ทั้งเนื้อหา ทั้งความคิด ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราจึงเป็นแบบนั้น ในฐานะที่ผมเป็นคนไทย ผมมาจากวัฒนธรรมล้านนา ผมมาจุ่มอยู่ในวัฒนธรรมรัตนโกสินทร์ แล้วผมไปจุ่มอยู่ในวัฒนธรรมยุโรป รวมทั้งอเมริกา สาเหตุที่ทำแบบนั้นเพราะผมต้องการเรียนรู้จากฝรั่งว่าเขาคิดอย่างไร นำเสนออย่างไร แต่ผมก็คือคนเอเชีย ฉะนั้น สิ่งที่ผมทำทั้งหมดคุณจะเห็นว่าผมธำรงรักษาแสงเพลิงทางพุทธิปัญญาของตะวันออกเอาไว้ แต่ผมเป็นตะวันออกที่ร่วมสมัย ไม่ใช่ตะวันออกที่ต้องเขียนลายกนก ลายไทย ผมเน้นที่ลมหายใจและจิตวิญญาณของความเป็นตะวันออก ผมเป็นคนไทยร่วมสมัยที่ยังหายใจอยู่ใน พ.ศ. นี้ ไม่ใช่ไทยโบราณ

     อย่างที่พูดไป เมื่อไม่มีใครมาดูแลจิตรกร สถาปนิก ประติมากร วรรณกร นาฏกร บ้านเมืองมันจึงได้เละเทะอย่างนี้ เราล้มลุกคลุกคลานมาตลอด เดี๋ยวเราก็มีกระทรวงเกี่ยวกับวัฒนธรรม แต่พอผู้ปกครองบ้านเมืองเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็ยกเลิกกันซะ แล้วก็เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อสองสามปีนี้เอง แล้วกระทรวงวัฒนธรรมก็ไม่ได้สนใจจะทำงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมจริงๆ คนที่มาเป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมเอาเสียเลย ไม่มีใดๆ เลยทั้งสิ้น อย่างมากก็แค่มาบอกว่า เมื่อทักทายกันต้องสวัสดี ต้องก้มตัวลงกราบผู้ใหญ่ นั่นไม่ใช่วัฒนธรรม (เน้นเสียง) มันแค่ประเพณี ขนบธรรมเนียม เป็นแค่ของเล็กๆ น้อยๆ เป็นเพียงหนังกำพร้า ต้องขอเน้นว่าคนที่มาทำงานนี้ในประเทศไทยไม่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรมเอาเสียเลย ทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม หรือวรรณกรรม แม้แต่น้อย เขามาโดยตำแหน่ง มาโดยพวกพ้อง หรือช่องทางอะไรของเขาก็ไม่รู้ บ้านเมืองถึงไม่เจริญก้าวหน้าในด้านศิลปวัฒนธรรม เพราะคนที่ทำงานเขาคิดว่าไม่ใช่ฐานเสียงของเขา ไม่ใช่ลมหายใจของเขา ทุกวันนี้เขาเข้าใจกันว่าถ้าทำศิลปะก็ต้องเป็นเรื่องหัตถกรรม เรื่องโอท็อป เรื่องอะไร เพื่อให้ฝรั่งไว้ดู แต่ไม่ใช่งานศิลปะบริสุทธิ์ที่สามารถยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ เป็นกระจกสะท้อนความเป็นไปของมรดกทางวัฒนธรรมในชาติ เป็นประจักษ์พยานทางจิตของมนุษยชาติ ธำรงคงอยู่ซึ่งมรดกของความเป็นมนุษย์ เราแยกกันไม่ออกว่าอะไรคืองานศิลปะ อะไรคืองานหัตถกรรม ซึ่งเป็นงานช่างฝีมือ ในที่สุดแล้วต้องบอกว่าเราแยกไม่ออกระหว่างรัศมีดวงดาวบนท้องฟ้ากับรอยตีนหมาที่สะท้อนแสงในโคลนตม

     เราไม่มีผู้รู้ บ้านเมืองเลยต้องเป็นแบบนี้ นอกจากไม่มีผู้รู้แล้ว ยังไม่มีผู้รู้สึกอีก เราจึงไม่รู้สึกรู้สมอะไร ก็อยู่กันไปแบบนี้ ถึงจะรู้ว่าบ้านเมืองไม่มีผังเมือง เราก็ไม่เห็นว่าน่าเกลียดอะไร ไม่เดือดร้อน ถึงจะมีสลัมเต็มไปหมด เราก็เรียกใหม่ซะว่าชุมชนแออัด แล้วสลัมก็ไม่มีอีกต่อไป เราไม่แก้ไข เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเฉยๆ จิตรกร ประติมากร สถาปนิกก็ไม่มีใครสนใจอย่างเก่า ก็ทำมาหากินกันไปสิ เลี้ยงตัวเองไปสิ รับจ้างอาแปะ อาซิ้ม อากง นายธนาคาร เขาจ้างให้ทำอะไรก็ทำไปสิ แต่อย่าเสนอรูปแบบหรือเนื้อหาอะไรเองนะ ต้องทำตาม เขาอยากได้แบบไหนก็จงทำตาม เมื่อเป็นอย่างนี้ศิลปะมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

     สมัยเป็นนักเรียน ผมไปพักผ่อนที่สวิตเซอร์แลนด์ มีเส้นทางสายหนึ่งเขาเขียนไว้ว่า เส้นทางนี้ของ Truman capotes เขากำลังเขียนหนังสือ อย่าเดินไปนะ เดี๋ยวจะทับเส้นทางเขา อย่าไปทักทายเขานะ เพราะขณะนั้นเขาอาจจะกำลังคิดอะไรอยู่ก็ได้ ถ้าทักอาจทำให้ความคิดของเขาสะดุด เส้นทางนี้ของ ฮาโร รอบบิ้นส์ เขากำลังเขียนนวนิยายเรื่อง The Dream Die First แต่ยังไม่ทันจะเขียนทางฮอลลีวูดก็เอาเงินมาวางให้ 15 ล้านเหรียญ เขียนเสร็จแล้วจะขอซื้อลิขสิทธิ์เพื่อทำเป็นหนัง แต่บ้านเรา--คนที่เป็นวรรณกร เป็นกวี กว่าจะเขียนหนังสือขึ้นมาได้เล่มหนึ่ง นอกจากต้องใช้เรี่ยวอย่างมากมายในการเขียนแล้ว ต้องวิ่งไปหาสำนักพิมพ์ กว่าจะได้พิมพ์ขึ้นมาสักเล่มหนึ่งได้ ซึ่งได้เล่มละไม่กี่บาท บางคนไปศึกษาศิลปะอยู่แถวอยุธยา ต้องอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ใช้เวลาสองปีกลับมาเขียนหนังสือได้เล่มหนึ่ง แต่ค่าลิขสิทธิ์หนังสือได้ไม่กี่พันบาท ฉะนั้น เราจึงมีแต่คนยากคนจนที่ประกอบงานศิลปะ เพราะไม่มีใครเอาใจใส่ ไม่มีคนสนใจ ไม่มีใครเห็นมูลค่าและคุณค่า แล้วจิตรกร ประติมากร วรรณกรก็เหมือนชาวนา...ที่เขาปลอบใจว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของแผ่นดิน เขาพูดให้สวยงาม เพื่อเอาใจกันไปอย่างนั้นแหละ ศิลปินทั้งหลายก็เป็นรากแก้วของสติปัญญา แต่เขาไม่ได้ช่วยเหลืออะไรคุณ เขาไม่ได้สนใจคุณ คุณทำอะไรออกไปก็อยู่ในวงแคบๆ ถ้าดูที่ต่างประเทศ ผมมีเพื่อรุ่นพี่อย่างจัสเปอร์ จอห์น เป็นจิตรกร รูปเขาอย่างต่ำที่สุดล้านเหรียญขึ้นไป ฉะนั้น ศิลปินจึงสามารถซื้อเกาะส่วนตัวได้ ซื้อเครื่องบินไอพ่นได้ ไม่ต่างอะไรกับนักกอล์ฟหรือนักฟุตบอล ดังนั้น คุณจะเห็นว่าในดาวเคราะห์ดวงนี้สิ่งที่แพงที่สุดคืองานศิลปะ ไม่ใช่พ่อค้าน้ำมันหรือพ่อค้าทั่วๆ ไป ตอนนี้-งานของแวน เก๊าะห์ รูปหนึ่งก็เป็นหมื่นล้าน งานของปิกัสโซนี่จะแสนล้านเข้าไปแล้ว แต่บ้านเราจะเอาสักหมื่นหนึ่งหรือแสนหนึ่งแทบไม่มีหรอก ได้แค่สี่ห้าพันก็บุญแล้ว

     ที่ยุโรปหรืออเมริการัฐบาลเขาจะช่วย เขามองเห็นว่าเขียนรูปแบบนี้ ไม่มีคนซื้อหรอก เพราะน่ากลัวเกินไป จริงเกินไป เขาก็จะมีรัฐบาลกลางมาซื้อเอาไว้ เพราะคนพวกนี้ทำงานอย่างที่เขาอยากทำ ไม่ได้ทำตามคำสั่งใคร แต่บ้านเราเขาห้ามไม่ให้คิด จิตรกร ประติมากร สถาปนิก คุณต้องฟังคำสั่งเจ้านาย แต่เจ้านายไม่ต้องรู้เรื่องศิลปะอะไรเลย เขาอยากได้ตึกแบบนี้ คุณเป็นสถาปนิกคุณก็ต้องทำ ถ้าเป็นจิตรกรเขาบอกว่ามีห้องขนาดนี้ มีสีอย่างนี้ คุณก็ทำไปอย่างที่สั่ง ตอนนี้ทุกอย่างในบ้านเรามันจึงกลายเป็นอาหารตามสั่ง นี่คือโฉมหน้าบ้านเรา
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #19 เมื่อ: มีนาคม 16, 2011, 09:54:39 AM »





ในเมื่อคนเอเชียไม่มีวัฒนธรรมการอ่านอันเป็นรากฐานแน่นหนามาแบบยุโรป แต่ปัจจุบันวัฒนธรรมการอ่านถือเป็นจุดร่วมของคนทั้งโลก ถ้าไม่อ่านหนังสือคนเอเชียจะแสวงหาความรู้จากอะไร อะไรคือจุดแข็งของคนเอเชีย

     จุดแข็งของเราคือการอ่านตรงจากธรรมชาติ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นชาวเขา ซึ่งเขาไม่อ่านหนังสือเลย แต่เป็นผู้ชำนาญเรื่องธรรมชาติ ชำนาญไพรมาก เขาสามารถอ่านจากสายลม อ่านจากแสงแดด อ่านจากสายรุ้ง อ่านจากใบไม้พลิกใบ แล้วผมก็ไม่แปลกใจ เพราะผมเคยอยู่กับชนเผ่านี้มาตั้งแต่เล็กๆ เมื่ออายุ 15 ปีผมเคยตามล่ากวางกับมัน ผมหิวน้ำแทบตายแล้วก็บอกมันว่าข้างหน้ามีเสียงน้ำไหล น่าจะเป็นห้วย แต่มันบอกว่าน้ำที่เราได้ยินน่ะเป็นน้ำที่อยู่ในท้องของช้างที่เดินมาเป็นโขลง ซึ่งก็จริง หรือครั้งหนึ่งตอนออกไปล่าสัตว์ ผมเห็นตาอะไรสักอย่างแดงๆ มันบอกว่าอย่ายิง อยู่สูงขนาดนี้ไม่มีกวาง เก้ง หรือหมูป่าอะไรหรอก แล้วสีแดงก็ไม่ใช่แดงทับทิมเหมือนตาเก้งกวาง นี่มันตานกยูง ยิงไปก็เสียเปล่า นี่คือสิ่งที่เขาเรียนรู้จากธรรมชาติ

     ตอนผมกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ ผมเป็นครูอยู่ที่เชียงใหม่ ครั้งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรขึ้นไปบนดอย เขาก็ใช้เครื่องจับความชื้นในอากาศ จากนั้นก็บอกว่าดินแถวๆ นี้เหมาะในการปลูกพริก เพราะมันเป็นดินร่วนปนทราย ส่วนตรงโน้นควรจะปลูกฝิ่นเพราะเป็นดินเหนียวสีดำ กว่าจะได้ข้อสรุปอย่างนี้เขาใช้คนประมาณ 15 คน ใช้เงินไปหลายหมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ทั้งอิสราเอล ทั้งไทยเต็มไปหมด แต่เพื่อนผม ซึ่งเป็นชาวเขาก็ถามผมว่าเขามาทำอะไร ผมก็บอกว่าเจ้าหน้าที่มาวิจัยดิน ว่าดินตรงไหนเหมาะจะปลูกอะไร มันก็ไม่ว่าอะไร ก็เดินคุยกันไป เดินไปสักพักหนึ่งก็ใช้มีดพร้าที่เหน็บเอวอยู่ทิ่มลงไปในดินแล้วก็ดึงขึ้นมา ดินไม่ติดพร้าเลย มันบอกว่าแสดงว่าเป็นดินร่วนและซุย อย่างนี้ปลูกพริกปลูกงาปลูกข้าวดี จากนั้นก็เดินไปอีกสักสองร้อยก้าวแล้วใช้มีดทิ่มลงไปอีก มีดินติดปลายมีดขึ้นมาหน่อยหนึ่ง มันบอกว่าตรงนี้ดินเหนียว ปลูกฝิ่นดี กัญชาดี ซึ่งมันไม่ต้องมารู้เลยว่าความชื้นในอากาศเท่าไหร่ ไม่ต้องหาค่าสัมพัทธ์ของน้ำของดิน แต่ธรรมชาติสอนให้มันเข้าใจเรื่องพวกนี้เอง เพราะนี่คือเส้นโลหิตของมัน ลองไม่รู้สิก็ต้องอดตาย

     ที่คุณพูดถึงโลกาภิวัตน์หรือ Globalization มันก็คือกากเดนของฝรั่ง เป็นสติปัญญาที่ครอบคลุมไปทั่วโลก มันก็แค่คำโฆษณาชวนเชื่อของฝรั่งเท่านั้นเอง เพราะแต่ละที่แต่ละแห่งก็ต่างกัน อย่างอาหารการกินที่เรียกว่าฟาสต์ฟู้ดหรือแดกด่วนมันก็เหมาะกับฝรั่ง แต่เราต้องกินข้าว แล้วข้าวเราก็ต่างจากข้าวของญี่ปุ่นหรือข้าวของอิสราเอล ส่วนฝรั่งก็จะกินเมล็ดพืช กินขนมปัง เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ของมนุษย์ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมาจากการอ่านหนังสือเท่านั้น มันมาจากแหล่งอื่นๆ ได้ ยิ่งถ้าเป็นนิตยสารที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้... อย่างผมมาจากเชียงราย ทั้งเนื้อหาและรูปแบบของนิตยสารมันไม่ได้สัมพันธ์กับชีวิตผมเลยสักนิดเดียว มันไม่ได้ทำให้คนอ่านพบกับความสุข ความสว่าง หรือช่วยพัฒนาด้านจิตใจเลย แต่กลับเร้าให้คนอ่านต้องทะเยอทะยาน ต้องแต่งตัวแบบนี้ ต้องมีรูปแบบชีวิตแบบนี้ แล้วพฤติกรรมอยากมี อยากเป็นต่างๆ ของวัยรุ่นก็ล้วนมาจากสื่อที่เลวๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือทีวี แล้วแต่ไหนแต่ไรมาคนรุ่นโบราณเขาก็ไม่มีหนังสือ ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เขาก็สามารถอบรมลูกหลานให้เป็นคนดีมีศีลธรรมได้ สามารถสร้างบ้านแปงเมืองได้ สร้างมหาวิหาร สร้างพระราชวังได้ โดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ความรู้หลักๆ มาจาก หนึ่ง-เรียนจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ สอง-รู้ได้จากการใช้เหตุผลในการพิจารณาไตร่ตรอง สาม-รู้จากประสบการณ์ แต่ทุกวันนี้... อย่างเรานั่งคุยกัน เมื่อก่อนเขาต้องจดบันทึก แต่ตอนนี้ใช้เครื่องถ่มน้ำลายแทน จากนั้นก็พูดใส่เครื่อง แล้วก็ไปถอด คนทุกวันนี้จึงไม่รู้จักแล้วว่า สุ จิ ปุ ลิ คืออะไร เพาะมันเต็มไปด้วยเครื่องมืออะไรมากมาย

รู้มาว่าที่บ้านคุณมีหนังสือเป็นหมื่นสองหมื่นเล่ม แสดงว่าเป็นคนให้ความสำคัญกับการอ่านมากทีเดียว ปัจจุบันการอ่านมีความจำเป็นสำหรับคุณมากแค่ไหน

     ผมเป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ ผมอยากรู้ว่าโลกนี้เป็นอย่างไร ผมพูดได้ถึง 6 ภาษา ดังนั้น ผมก็เอาของพวกนี้แหละมาเป็นเครื่องลับจินตนาการ ผมอยากรู้ว่าวิธีคิดแบบกรีกเป็นยังไง ผมอยากจะรู้ว่าคนอียิปต์คิดยังไง รากเหง้าและเมล็ดพันธุ์ของอียิปต์เมื่อหกพันปีที่แล้ว มหาอาณาจักรขนาดนั้น เมื่ออาณาจักรของมันล่มสลายไปแล้ว ผลึกเลือด โมเลกุล และนิวเคลียสของมันยังมีอะไรที่สืบสานทางวัฒนธรรมได้ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับผม-การอ่านเป็นเครื่องลับจินตนาการให้เฉียบคม เพื่อจะออกมาเป็นรูปเขียน มันคือผังภูมิ มันเป็นท้องทุ่งแห่งจินตนาการ เราเดินเข้าไปเก็บดอกไม้มารวมเป็นช่อ เพื่อมันจะได้มีกลิ่นหอม ให้วิญญาณของเราชุบย้อมไปด้วยมวลดอกไม้ในท้องทุ่งแห่งมโนทัศน์ แล้วก็นำความหอมของดอกไม้มากลั่นเป็นน้ำหอม เพื่อเป็นเกสรแห่งจิตวิญาณของผู้คน บางปีผมใช้เวลาอ่านหนังสือ บางปีผมใช้เวลาบดย่อย บางปีนั้นผมใช้เวลารินไหล หมายความว่าคุณจะต้องดูดซับด้วย คุณต้องเคี้ยวเอื้องด้วย ต้องหลั่งรินด้วย ไม่ใช่ว่าคุณดูดซับอย่างเดียว แต่ไม่เคยหลั่งริน หรือคุณดูดซับ หลั่งริน แต่คุณไม่เคยเคี้ยวเอื้องความคิดให้มันตกผลึก มันก็ไม่สมบูรณ์ คุณเคยอ่านนิยายเรื่อง ‘จางวางหร่ำ’ ไหม ผลงานของ น.ม.ส. ตอนหนึ่งพ่อเขียนจดหมายไปถึงลูกบอกว่า ที่พ่อส่งเจ้าไปเรียนก็เหมือนส่งคนไปเรียนทำแกงจืด คนที่ทำแกงจืดต้องรู้ว่าก่อนทำต้องเตรียมน้ำ เตรียมต้นหอม เตรียมผักชี เตรียมเนื้อสัตว์ เพราะแกงจืดเขาทำอย่างนี้ จึงไม่ต้องตำน้ำพริก ไม่ต้องขูดมะพร้าว ไม่ต้องเตรียมเครื่องแกง เพราะไม่ใช่เรื่องของแกงจืด ฉะนั้น ชีวิตนี้ผมจึงไม่พะรุงพะรัง หนังสือบางเล่มผมจึงไม่แตะ อย่าว่าแต่แตะเลยมองก็ไม่มอง เพราะมันจะเป็นข้าศึกต่อสายตา (หัวเราะ) บางเรื่องก็ไม่รู้จะอ่านไปทำไม มันหนักอึ้งและเพียบแปล้ไปด้วยสิ่งอโคจรต่อจิตวิญญาณเราทั้งสิ้น

     ผมเดินทางไปยุโรปและอเมริกาทุกปี เพื่อจะรู้ว่าโลกไปถึงไหน เนปาล ทิเบต ภูฐาน ผมก็ไปทุกปีเหมือนกัน เพื่อเรียนรู้ว่ามนุษย์ดึกดำบรรพ์นั้นเป็นยังไง อยู่ยังไง ชีวิตนี้ผมอ่านหนังสือมาเป็นหมื่นๆ เล่ม ผมสามารถจดจำพระคัมภีร์ต่างๆ ได้เป็นร้อยเล่ม ทั้งของไทยและต่างประเทศ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน เพราะใจผมต้องโปร่งก่อนถึงจะสามารถรับสารต่างๆ ได้ ปีหน้าผมได้รับเชิญไปสอนหนังสือที่เบิร์กเลย์ และยูซีแอลเอ สหรัฐอเมริกา โดยสอนที่ละสามเดือน หลังจากที่เขาเชิญเมื่อสี่ปีที่แล้ว แต่ผมเพิ่งจะตอบตกลงปีนี้เอง เพราะการขึ้นเวทีสักทีผมต้องเลือก

     ความจริงแล้ว ผมไปสอนที่ต่างประเทศมาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว ทั้งยุโรป ทั้งอเมริกา คราวนี้เขาบอกว่าเขาสนใจเรื่องพุทธปรัชญานิกายเซน ปรัชญานิกายพุทธมหายาน ในมุมมองของนักวาดรูป ที่เพิ่งจะรับปากก็เพราะว่าเพิ่งมีเวลาว่าง ประกอบกับเมื่อได้ดูงานของผมเองแล้วก็รู้สึกว่าพอทนได้

     มีช่างวาดรูปที่ไปเข้าคิวเพื่อที่จะไปที่นั่นเป็นสิบๆ ปี แต่เขาก็ไม่เอา เพราะฝีมือไม่ถึง แต่กรณีผมเขาบอกว่าเขาตามงานผมมาตลอด 15 ปี รู้ว่าทำอะไรอยู่ ก็เลยเชิญ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากให้มันเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับรัฐ ที่ต้องให้เขาหนังสือผ่านทางกระทรวงต่างประเทศหรือรัฐบาล แต่นี่เป็นการเชิญระหว่างผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์กับผมโดยตรง

     การรับเชิญไปสอนแบบนี้จะมีสองแบบคือ Visiting professor หรือที่เรียกว่าศาสตราจารย์รับเชิญ เชิญแบบเป็นเกียรติ อย่างนี้จะไม่ได้เงิน แต่ของผมไปนี่เขาเรียก Play visiting professor แบบนี้จะได้เงิน แต่ก็ไม่เยอะหรอก เงินเดือนแค่สองหมื่นเอง แต่พอมาคิดเป็นเงินไทยก็แปดแสนบาท ก็ไม่ถือว่าน้อยเท่าไหร่

     ไปคราวนี้ผมคงไม่ต้องขนรูปไปด้วย เพราะไม่งั้นก็ต้องขนกลับมาอีก ผมเองมีบ้านที่โน่น ผมจะไปมือเปล่า ไปทำงานที่โน่นสักสามเดือน เพราะผมวัดความกว้างความยาวของพิพิธภัณฑ์ไว้หมดแล้ว สามเดือนผมก็สามารถคุมพื้นที่ได้หมด เหมือนงานแสดงที่นี่แหละ ตอนเขาเชิญผมถามว่าคุณเชิญผมกี่เดือน พื้นที่กี่ห้อง เขาบอกมีสามห้อง แล้วผมก็ใช้เวลาในการวาดรูปสามเดือนสำหรับสามห้อง สแตนฟอร์ดคือหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในอเมริกา คุณธารินทร์ นิมมาเหมินทร์ ก็จบจากที่นี่ เพื่อนผม อาจารย์นคร พวงน้อย ก็จบจากทีนี่ แม้ผมจะไม่ได้จบที่นี่ แต่การได้รับเกียรติก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

     เหตุผลอย่างหนึ่งที่ผมรับไปสอนคือผมสนุกที่จะได้นำเสนอความคิด ได้ฟังคำถามหรือข้อเสนอแปลกๆ จากนักเรียนทั้งยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะเด็กอเมริกานั้นก็มีทั้งเด็กอมริกันเชื้อสายเกาหลี อิตาเลียน ไทย ฟิลิปปินส์ ที่เกิดและใช้ชีวิตในอเมริกา แล้วความที่ผมเป็นคนผิวเหลือง มันก็ยิ่งดูถูกขึ้นมาอีกสองเท่า ยิ่งกว่าไอ้มืดอีก เพราะอย่างน้อยไอ้มืดมันก็ยังเป็นคนในอเมริกา ฉะนั้น มันจึงลองภูมิผมทุกรูปแบบ กระทั่งผมพูดเสียงแปร่งหน่อยเดียวมันก็เยาะเย้ยถากถางแล้ว พูดยังไม่ชัดเลย ผมก็เลยบอกไปว่า พูดชัดกับความคิดมันคนละเรื่องกัน ผมอาจจะพูดแปร่ง แต่ความคิดผมชัด เพราะผมไม่ได้เกิดที่นี่ ผมมาจากเมืองไทย มาจากเอเชีย ถ้าเจอผู้สอนผิวสีนักเรียนมันจะพยายามถามให้จนตรอก ต้อนให้จนมุม แต่ผมไม่จนมุมหรอก เพราะผมเตรียมตัวไปดี

     เรื่องสีผิว-มีครั้งหนึ่งที่ผมความประทับมากคือ ครั้งหนึ่งผมอยู่ซูดาน เดินทางไปกับนักรบกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ให้คณะพวกผมที่ไปกับชนชั้นสูงของยุโรป เพื่อไปล่าสัตว์ในซาฟารี ในคณะมีผมเป็นคนผิวเหลืองคนเดียว ระหว่างนั้นก็มีนักรบอีกกลุ่มหนึ่งสวนทางมา พอเจอผมที่กำลังหยุดพักใต้ร่มเงาไม้ มันหยุดทั้งหมดเลย แล้วสองสามคนก็เดินเข้ามาคุยกับนักรบที่เป็นไกด์ให้คณะผม พอเขาไปแล้วผมจึงถามไกด์ว่าสักครู่เขาพูดว่าอะไร เขาบอกว่าพวกนั้นมันบอกว่า คนขาวก็เคยกินมาแล้ว คนดำก็เคยกินมาแล้ว แต่คนเหลืองยังไม่เคยกิน ผมก็เลยฝากไปบอกว่าผมแค่ผ่านมาดูสัตว์ อย่ากินเลย แค่ชิมได้ไหม (หัวเราะ) ฉะนั้น ไอ้การดูถูกเรื่องสีผิวอะไรอะไรต่างๆ ผมจึงไม่ตื่นเต้น
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #20 เมื่อ: มีนาคม 16, 2011, 09:56:34 AM »




ทำไมคุณถึงไม่ค่อยแสดงงานในเมืองไทย หากจะนับครั้งก่อนจนถึงครั้งนี้น่าจะประมาณสามสิบกว่าปี

     ผมแสดงงานทุกปี แต่ผมเลือกเวที แทนที่ผมจะแสดงเฉพาะในเมืองไทย คือผมสำคัญตนผิดว่าผมเป็น International Known ดังนั้น ผมจึงไม่จำเป็นต้องแสดงเฉพาะที่ประเทศไทยเท่านั้น ผมแสดงงานที่ยุโรปเกือบทุกประเทศ ทั้งเยอรมัน เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี หรือเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกาผมก็แสดงมาแล้วเกือบทั้งสิ้น ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาผมแสดงเดี่ยวไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง แต่ป่วยการจะมาบอกใคร เพราะไม่เห็นมีใครสนใจเลย ผมก็แสดงของผมคนเดียว ครั้งล่าสุดที่ผมแสดงที่เมืองไทยคือเดือนตุลาคม ปี 2519 แล้วผมก็สร้างบ้านได้ 35 หลัง ปีหนึ่งผมก็ทำหลังหนึ่ง จากนั้นผมก็ไปซื้อสมบัติบ้าบอมาใส่บ้าน ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งในการแสวงหาปัญญาญาณจากสิ่งที่ผู้อื่นสร้างทำมาเก็บรวบรวมไว้ เพื่อเป็นเหมือนเรือไว้สำหรับข้ามฟากนำเราไปสู่ฟากหนึ่ง เมื่อข้ามไปแล้วผมจะก็ไม่สนใจเรือแล้ว ใครจะข้ามก็ข้ามไป ผมวางไว้ให้แล้ว

คุณสนใจเรื่องการตอบรับของคนที่เข้ามาชมงานแสดงของคุณมากน้อยแค่ไหน

     ผมไม่สนใจ ผมเป็นช่างวาดรูป ผมก็ทำหน้าที่ผมของไป ดูก็ดู ไม่ดูผมก็ไม่สนใจ ผมไม่กังวล มันไม่ใช่กิจของนักวาดรูป ผมไม่เคยถามดวงดาวในห้วงเวหาว่าเปล่งแสงไปที่ไหน ไม่เคยถามนกที่ร้องเพลงในอากาศว่าทำไมถึงร้องเพลง ผมไม่เคยถามถึงรสหวานที่มีอยู่ในกลีบดอกไม้ เพราะเหล่านี้มันคือธรรมชาติ ฉะนั้น ผมจึงไม่กระหายที่จะมีลูกศิษย์ ลูกศิษย์เท่านั้นแหละที่จะมาเสาะแสวงหาศาสดาเอง เหมือนเวลาไปสัมภาษณ์ออกรายการทีวีเขาถามว่าผมจะฝากอะไรกับผู้คนไหม ผมบอกไม่ฝาก ไม่มีอะไรจะฝาก เหมือนกัน เพราะผมได้จูงควายมาถึงหนองน้ำแล้ว ส่วนจะกินน้ำหรือไม่ก็เป็นเรื่องของควาย ไม่ใช่เรื่องของผม (หัวเราะ)

     มีคนถามผมว่าตอนนี้มีเงินเก็บมากแค่ไหน ผมบอกไปว่าถ้าผมเอาเงินมากองทับๆ กัน ก็ไม่รู้ว่าระหว่างภูเขาทองกับเงินของผมอะไรจะสูงกว่ากัน (หัวเราะ) คือเรื่องพวกนี้มันเป็นเดรัจฉานกิจกรรม ไม่ต้องมาถาม สิ่งที่ต้องถามก็คือช่างวาดรูปคนนี้มันได้นำสาระเลวอะไรของมันไปสู่ผู้คน เพราะสิ่งที่เป็นสาระจริงๆ คือรูป รูปคือภาษาสากล รูปเขียนผมไม่ใช่ภาษาไทย ฝรั่งก็ดูรู้ ไทยก็ดูรู้ เพราะผมไม่ได้เขียนรามเกียรติ ไม่ได้เขียนลายกนก ฉะนั้น ใครก็ดูรู้เรื่อง แล้วคนที่ซื้อรูปผมเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็เป็นฝรั่งทั้งนั้น นักวาดรูปเป็นคนที่อยู่ระหว่างคนที่ยังไม่เกิดกับคนที่ตายแล้ว ฉะนั้น จึงไม่ค่อยมีคนเข้าใจมัน มันเกิดก่อนเวลา มีน้อยคนที่ขณะมีชีวิตอยู่จะประสบความสำเร็จ คือขายรูปได้ขณะมีชีวิตอยู่ ที่เห็นชัดๆ ก็มี ปิกัสโซ แต่ส่วนมากต้องตายไปแล้วหลายร้อยปีคนถึงจะขุดความคิดของเขาขึ้นมาได้ ในแง่นี้ผมก็นับว่าโชคดี

     งานแสดงครั้งนี้ผมไม่ขายรูป เพราะไม่อยากยุ่งยากเรื่องเปอร์เซ็นต์เรื่องค้าขาย เขาเชิญมาแสดงก็นับว่าเป็นเกียรติแล้ว อย่างหนึ่งผมไม่ต้องการกำไรเงินทองอะไร ผมพอแล้ว อยากให้คนดูได้รับสุขุมรส แล้วเมื่อไม่มีการซื้อขายมันจะหมดจดกันทั้งสองฝ่าย แต่เพื่อให้ทางผู้จัดเขามีรายได้หมุนเวียนบ้าง เขาจึงได้เก็บเงินคนละยี่สิบบาทในการเข้ามาดู แล้วเขาขายเสื้อยืดได้เป็นพันๆ ตัว คนมาดูจากเปิดมาสองเดือนก็หมื่นกว่าคนแล้ว จากปกติงานอื่นๆ มีคนดูแค่พันคน ฉะนั้น การที่คนมาดูเยอะขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์แล้วสำหรับแผ่นดินที่ไม่มีใครสนใจศิลปะแห่งนี้

ทำไมคุณจึงชอบบอกกับผู้คนว่าเป็นแค่ช่างวาดรูปคนหนึ่งเท่านั้น

     ผมเป็นคนที่เคารพในบทบาทและอาชีพของผู้คน ถ้าผมบอกว่าผมเป็นศิลปิน มันเหมือนยกย่องฐานะของตนเองให้โอ่อ่าวิลิศสะมาหรา เตชะหรูวิจิตรเกินไป อีกอย่างหนึ่ง ผมไม่เคยออกเทป ไม่มีสักชุด (ยิ้ม) ผมเป็นช่างวาดรูป ผมอยากจะอ่อนน้อมถ่อมตัวว่าผมเป็นแค่นักวาดรูปเท่านั้นแหละ ไม่ใช่ศิลปิน แล้วคำว่าศิลปินมันดูสับสน นักแสดงก็เรียกศิลปิน นักร้องก็ศิลปิน ขณะที่เมืองนอกคำว่าอาร์ติสต์นั้น เขาไม่ได้เรียกตัวเอง แต่คนอื่นยกย่อง เพราะเขายิ่งใหญ่พอที่จะเป็นแบบนั้น ต่างจากบ้านเรา ออกเทปก็เป็นศิลปิน แสดงหนัง แสดงละครก็เป็นศิลปิน ผมกลัว ผมไม่เป็นหรอกศิลปิน ผมเป็นแค่นักวาดรูป นี่คืออาชีพผม จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็แค่สิ่งสมมุติ แท้จริงแล้ว ไม่มีคุณ ไม่มีผม ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ถ้าหากยึดตามหลักพุทธศาสนา ทุกอย่างเกิดมา ตั้งอยู่ ดับไป ไอ้พวกนักต่างๆ ที่เราๆ เรียกกันก็คือสิ่งสมมุติ มันคือสมมุติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถ์สัจจะ

คุณพูดถึงเรื่องทำนองปรมัตถ์สัจจะพวกนี้ค่อนข้างบ่อย หากยึดตามหลักพุทธศาสนา คุณคิดว่าการเป็นช่างวาดรูปหรือคนที่ทำงานศิลปะสามารถหลุดพ้นได้ไหม

     อยู่ที่เป้าหมายของแต่ละคน อยู่ที่มนสิการหรือความตั้งใจของผู้คน นักมวยก็ไปสู่ความหลุดพ้นได้ โสเภณีก็ไปสู่ความหลุดพ้นได้ หัวหน้าโจรอย่างองคุลีมาลยังสามารถไปสู่ความหลุดพ้นได้ มันขึ้นอยู่กับบุรพกรรม สติปัญญา และภูมิธรรมของแต่ละคน บางคนเขาหลุดพ้นขณะมีชีวิตอยู่ก็มี แต่เขาไม่ได้มาอวดอุตริมนุสสธรรมเท่านั้นเอง เพราะเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธคือความหลุดพ้น ไม่ใช่การต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป สำหรับผม-ขอแค่ได้วาดรูปอย่างที่ผมอยากวาด ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังของผมเงียบๆ แล้วผมอายุ 65 แล้ว ผมต้องอยู่คนเดียวแล้ว เหมือนนอแรด เหมือนกระทิงโทน ต้องผละออกจากฝูง แต่ก็อย่างว่า... อายุขนาดนี้แล้ว เอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก เพื่อนผมอายุ 65 ยังไม่กล้าซื้อกล้วยทั้งหวีเลย เพราะกลัวว่าจะอยู่ไม่ทันกินกล้วยหมดทั้งหวี อย่างผมเอง พอเข้าร้านอาหารก็สั่งของหวานมากินก่อนเลย เพราะเดี๋ยวจะอยู่ไม่ทัน (หัวเราะ)

เป็นไปได้ไหมว่าคุณจะใช้ชีวิตเยี่ยงนักบวช

     ผมไม่ยินดีใดๆ ในรูปแบบ ผมนิยมยินดีในเนื้อหา ผมไม่เชื่อในรูปแบบ... การโกนผม นุ่งห่มเหลือง แล้วเข้าไปอยู่ร่วมเป็นหมู่ปริโภชน์ มีศีล มีอะไรมาร้อยรัดพันธนาการ ถ้าจะเป็นพระ ผมก็จะเป็นพระแบบเซน มุ่งไปที่ความรู้แจ้งทางปัญญามากกว่าพิธีกรรม ตั้งแต่อายุ 15 ปี ผมไม่เล่นการพนัน ไม่เคยดื่ม ไม่เคยสูบ ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร ผมมุ่งเดินไปสู่มหาวิหารมาตลอด ตอนนี้เป็นขากลับสู่หลุมฝังศพ ฉะนั้น ผมจึงไม่ต้องมุ่งไปสู่มหาวิหารอีกต่อไป แต่ผมเดินทางกลับมาทุกมุมเลี้ยวที่มีเครื่องบูชาริมบาทวิถี ซึ่งมันให้ความพิศวงแก่ผมทุกขณะจิต ฉะนั้น ผมจึงไม่มีปลายทางอีกแล้ว ทุกวันนี้ผมซ้อมตายอยู่เรื่อยๆ ที่บ้านผมก็สร้างวัดเอาไว้ สร้างที่เผาผีเอาไว้ ไม่ได้ทำใหญ่โตอะไรหรอก แต่อยากทำให้งดงามหน่อย ไม่อยากให้เหมือนอินเดียนแดงที่เอาผ้ามาคลุมๆ ไว้ เดี๋ยวหมามันมาแทะ แต่ผมจะทำเป็นแท่น มีที่ใส่ฟืน ผมจะไม่ไปอยู่ในโลง พอตายปุ๊บผมก็จะรีบเผา กลัวมันเหม็น ผมซ้อมเวลาไว้หมดแล้ว ไม่น่าจะเกินชั่วโมงหนึ่ง แล้วผมขออนุญาตสมเด็จพระเทพฯ เอาไว้แล้วว่าขอลาตาย ไม่ขอพระราชทานเพลิงศพ เพื่อนผมที่เป็นคนจัดการเรื่องงานศพก็ขายตั๋วไปแล้ว 1,500 ใบสำหรับการดูพิธีเผาศพ แต่ก็คงไม่มีอะไรหวือหวา เรียบๆ แต่อาจจะมีเทปที่ผมเล่าเรื่องอะไรตลกๆ มาเปิดในงาน เพราะผมไม่อยากให้คนมาโศกเศร้าในงาน แต่อยากให้คนตบมือตบตีน ชีวิตมันก็แค่นี้แหละ คุณจะเอาอะไรนักหนา

     ตอนผมอายุ 60 ปี เขาก็จัดให้ผมที่นี่ (หอศิลปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ) ผมขอให้ทุกฝ่ายมาที่นี่ ทั้งเพาะช่าง ศิลปากร ผมเป็นกรรมการแบงก์ชาติ แบงก์กรุงเทพ แบงก์ไทยพาณิชย์ แบงก์กสิกร ก็ขอให้ทุกคนมารวมกันที่นี่หมด จากนั้นผมก็ให้เพื่อนผม 5-6 คนพูดถึงผม โดยกำชับว่า มึงอย่าพูดถึงเรื่องดีของกูนะ มึงต้องพูดเรื่องเลวๆ หรือเรื่องไหนที่อยากด่าก็ด่าซะ โอ้โห มันกระซวกกันซะสนุกปาก มันเป็นบ้าเลย ทุกคนตบมือตบตีน เพราะนานๆ จะได้ด่าผมสักที ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าด่า เพราะผมชำนาญมากด้านการต่อสู้ด้วยปากเปล่า (หัวเราะ)
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #21 เมื่อ: มีนาคม 16, 2011, 09:58:51 AM »





ทำไมคุณถึงเลือกเรียนปริญญาเอกด้านปรัชญาและสุนทรียศาสตร์

     ผมอยากเป็นนักคิด ผมคิดว่าการวาดรูปมันเป็นแค่ช่างฝีมือ ผมเรียนที่เพาะช่างสามปี เรียนปีหนึ่งถึงปีสามที่ศิลปากรผมก็มาซ้ำซากอยู่กับการฝึกฝีมือแบบฝรั่ง พอปีสี่ปีห้าผมเลือกเรียนด้านจิตกรรรม เพราะผมถนัดที่สุด พอไปเรียนที่ต่างประเทศผมใช้เวลาเพียงสามเดือนเขาก็ปล่อยให้ผมขึ้นไปเรียนชั้นปริญญาโท ที่โน่นเขาทดสอบว่าผมรู้จักกายภาควิทยาไหม รู้จักประวัติศาสตร์ไหม รู้จักการวิจารณ์ไหม รู้จักแสงและเงาไหม รู้จักจิตวิทยาเบื้องต้นไหม เขาเห็นว่าผมผ่านขั้นตอนการเรียนตามแบบสากลมาแล้วเขาก็ปล่อย ดังนั้น เมื่อผมผ่านอะไรพวกนี้มาหมดแล้วผมจึงอยากเป็นนักคิด คุณจะเห็นว่างานผมไม่ใช่การเขียนต้นไม้ เขียนดอกไม้ หรือเขียนทิวทัศน์ การเขียนสิ่งพวกนี้คุณไม่ต้องคิด แต่ในงานของผมผมต้องการใช้ความคิด ผมต้องการใช้จินตนาการ ฉะนั้น ผมจึงเลือกเรียนปรัชญา แล้วเป็นอภิปรัชญาด้วย เพื่อให้มันลึกซึ้ง ผมเรียนทั้งปรัชญาตะวันตก ทั้งปรัชญาตะวันออก ผมอยากรู้รากความคิดของแต่ฝ่ายเป็นอย่างไร จากนั้นผมก็รีดเน้นความคิดเหล่านี้ออกมาเป็นภาพเขียนอย่างที่คุณเห็น การเรียนมันให้ความรู้ ส่วนการทำงานมันให้ความรู้สึก จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

     ความตั้งใจของผมมีสองอย่าง หนึ่ง-ผมอยากเป็นนักวาดรูป ผมจึงฝึกวาดรูป สอง-ผมอยากเป็นนักคิด ผมจึงเรียนด้านปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ ฉะนั้น เมื่อผมมีทั้งสองอย่างแล้วผมจึงอยากสำแดงฝีมือและความคิดให้คนได้ประจักษ์ ความที่ผมมีความทะเยอะทะยานไม่มีขอบเขตจำกัดผมจึงแสดงให้โลกนี้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่ตำบลนางแล เชียงรายหรือประเทศไทย มันเล็กไป

     บ้านผมที่เชียงราย ที่ผมทำขึ้นมาผมอยากให้มันเป็นศูนย์กลางของโลก ผมอาจไม่มีความจำเป็นต้องไปยุโรปหรืออเมริกาด้วยซ้ำ เพราะคนพวกนี้อยากมาหาผมทุกปี แต่ที่ผมเดินทางไปที่โน่นที่นี่ก็เพราะอยากจะไปแลกเปลี่ยนความคิดความอ่านกับผู้คนบ้าง

     ในอินเดียจะมีอาร์ติสต์ผู้ยิ่งใหญ่อยู่สองคน เป็นนักซีต้า คนหนึ่งคือระวี ชังก้า ได้รางวัลแกรนด์ไพรซ์ จากฟูโกอากะ เหมือนกับที่ผมได้ ระวีเป็นนักซีตาที่ยอมเดินทางออกนอกประเทศ เขาสอนเดอะบีเทิลส์ เขาไปเล่นที่อเมริกา ยุโรป เอเชีย ที่เมืองไทยก็เคยมาเล่นถึงสองครั้ง แต่มีเพื่อนเขาคนหนึ่งชื่อมิรายัด ข่าน เขาไม่เคยออกนอกประเทศเลย เขาบอกว่าซีต้าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นของยิ่งใหญ่ คนที่จะมาฟังต้องมาฟังในอินเดีย คนที่จะมาสัมผัสต้องมาหาเขาที่บ้าน

     บางครั้งผมไปอเมริกา บางครั้งไปยุโรป เพราะผมต้องการประกาศสัจธรรมของผมว่าผมรู้เรื่องอะไรบ้าง ขณะเดียวกันผมก็ชอบความอหังการ์ของปิกัสโซ ช่วงที่เขาเป็นหนุ่มใหญ่ อายุสักสี่สิบห้า มีชื่อเสียงขจรขจาย มหาวิทยาลัยที่โอไฮโอในอเมริกามาจ้างเขาไปทำประติมากรรม ปิกัสโซย้อนถามว่าทำที่ไหนนะ เมื่ออีกฝ่ายบอกว่าที่อเมริกา ปิกัสโซตอบไปว่าเอาอเมริกามานี่สิ แล้วจะทำให้ แหม ผมอยากจะพูดอย่างนั้นบ้าง กูไม่ไปหรอกสแตนฟอร์ด มึงเอาสแตนฟอร์ดมานี่สิ แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดอย่างนั้นสักที (หัวเราะ) หรืออย่างออสการ์ ไวด์ ตอนที่เขาไปอเมริกา มีคนถามเขาว่าคุณมีอะไรจะสำแดงไหม ออสการ์ ไวด์ตอบว่า ความเป็นอัจฉริยะของผมไงที่จะสำแดง ซึ่งผมไม่มีโอกาสจะพูดสักที เพราะไม่มีใครถาม แต่แม้มีคนถามก็คงตอบแบบนั้นไม่ได้ เพราะผมไม่มีอะไรเลยสักอย่าง (หัวเราะ)

ช่วงที่คุณเป็นช่างวาดรูปที่ชำนาญ แต่ยังไม่มีความคิดกระจ่างชัด กับตอนนี้ที่มีพร้อมทั้งฝีมือและความคิด เทียบตอนนั้นกับตอนนี้เห็นความต่างในงานมากไหม

     เมื่ออายุ 19 ปี จอห์น สไตน์เบ็ค เขียนนวนิยายเรื่องตอร์ติญาแฟลต เขาได้รางวัลพูลิเซอร์ ไพรซ์ พออายุ 60 ปี เขาเขียนเรื่อง ผลพวงแห่งความคับแค้น และได้รางวัลโนเบล คนก็ถามเขาแบบนี้แหละ สไตน์เบ็คตอบว่าตอนอายุ 19 ผมไม่มีความลุ่มลึก ไม่มีมิติ เพราะยังเพาะบ่มไม่พอ แต่ผมก็มีความสดและความเฉียบขาด ครั้นผมอายุ 60 ผมอาจจะมีความลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น แต่ผมก็เชื่องช้าลง ไม่มีความเฉียบขาดและแหลมคมเหมือนสมัยหนุ่มๆ ผมเองก็เช่นกัน, ไม่ใช่ว่าเหมือนสไตน์เบ็ค แต่เหมือนมนุษย์ทุกคน ตอนที่ผมฝึกฝีมือนั้น ผมก็สำแดงฝีมือ ตอนที่ผมฝึกความคิด ผมก็สำแดงความคิด

     บางครั้ง-ของบางอย่างงามด้วยฝีมือ บางครั้งก็งามด้วยเนื้อหา เราปฏิเสธไม่ได้ เหมือนดอกไม้ บางชนิดงดงามด้วยก้านกิ่ง แต่ไม่มีกลิ่น แต่บางชนิดมีกลิ่นหอม แต่ปราศจากสีสัน แต่ดอกไม้บางชนิดมีทั้งสีอันงดงามมีทั้งกลิ่นอันหอมหวน แต่ ณ ปัจจุบันผมอยากทำให้ดอกไม้ของผมมีทั้งกลิ่นหอม มีทั้งสีสันสวยงาม อยากให้บานอยู่ในอ้อมใจของมนุษยชาติของตลอดไป ฉะนั้น ผมจึงต้องปรุงแต่งด้วยฝีมือและความคิด เพื่อให้เข้าถึงเป้าหมาย ซึ่งก็คือจิตวิญญาณของมนุษยชาติ ณ วันนี้ผมคิดว่าผมได้ทำสำเร็จแล้วในบางด้าน ไม่ใช่ทั้งหมด เหมือนดอกบัวที่มีกลีบเป็นร้อยจึงจะรวมเป็นดอกเดียว ผมก็คงเหมือนหนึ่งกลีบในนั้น เหมือนสายซีต้าที่มีตั้งยี่สิบสาย แต่เล่นด้วยท่วงทำนองเดียวกัน ผมก็เหมือนมนุษยชาตินั้นแหละ คือฝึกอะไรมาก็ชำนาญเรื่องนั้น

ทุกวันนี้ ถวัลย์ ดัชนี ใช้ชีวิตยังไง

     เหมือนคนทั่วไป แต่ที่ไม่เหมือนก็ตรงที่ผมไม่มีอบายมุข ฉะนั้น ผมจึงไม่มีเพื่อน คนอื่นอาจจะกินเหล้ากัน แต่ผมไม่ ผมจึงไม่ต้องดูหนัง ไม่ฟังเพลง เพราะในชีวิตที่ผ่านมาผมฟัง ผมดูมามากมายแล้ว ปกติที่อยู่กรุงเทพฯ ผมตื่นขึ้นมาก็ขว้างมีดขว้างขวาน เพราะต้องการความเร็วในการเขียนรูป ถ้าอยู่เชียงรายก็จะยิงธนู ขว้างหอก เพราะมีพื้นที่เยอะ สายๆ ผมก็ไปเอาปิ่นโตที่คนเอามาห้อยไว้ให้ จากนั้นก็วาดรูป หรือไม่ก็อ่านหนังสือ ตีกลองบ้าง เดินไปมา คุยกับต้นไม้ใบหญ้า ดูนก พอช่วงกลางวันผมก็จะพิจารณาดูว่ามีใครที่ไหนเดินทางมาเยี่ยม โดยแบ่งเป็นว่าพวกยุโรปมีใครบ้าง อเมริกามีใครบ้าง ออสเตรเลียมีใครบ้าง แอฟริกามีใครบ้างที่เขานัดหมายไว้ ถ้าเห็นสมควรก็จะออกไปแสดงมุทิตาจิต แต่ถ้าไม่เห็นสมควรก็จะให้ภัณฑารักษ์พาเขาเดินดูอะไรต่างๆ ไม่ต้องถึงผมก็ได้ ผมก็เขียนรูปของผมไป โดยไม่สนใจว่ากลางวันหรือกลางคืน เขียนกระทั่งเบื่อหน่าย จากนั้นจึงจะเรียกคนขับรถให้ขับไปไหนก็ได้โดยไม่มีเป้าหมาย ผมก็ดูนั่นดูนี่ไปเรื่อย สัก 2-3 ชั่วโมงก็กลับมา จากนั้นก็มานั่งอ่านจดหมายที่ส่งเข้ามาเป็นฟ่อนหญ้า ผมก็จะดูความเคลื่อนไหวของศิลปะวิทยาการจากหนังสือที่ผมรับ บางเล่มก็มาจากฝรั่งเศส บางเล่มก็มาจากเยอรมัน บางเล่มก็มาจากอิตาลี บางเล่มก็มาจากอเมริกา นานๆ ทีผมก็จะออกไปสนทนากับชาวบ้าน

     ทุก 6 เดือน ผมจะไปต่างประเทศ 3 เดือนผมอยู่เชียงราย อีก 3 เดือนอยู่กรุงเทพฯ ที่ทำแบบนี้เพราะผมเองก็ยังเกาะเกี่ยวอยู่กับกามคุณ ผมยังอยากดูหนังดีๆ ที่มันไม่มีมาฉายในประเทศไทย อยากอ่านหนังสือดีๆ ที่ไม่มีขายในประเทศไทย อยากเห็นสถาปัตยกรรมที่แปลกๆ อยากเห็นการแสดงออกเดี่ยวๆ ของจิตรกร อยากเห็นงานของประติมากร การดูละครที่ดีๆ บางครั้งก็อยากไปดูซีต้าที่อินเดีย บางทีก็อยากไปฟังลีลที่เมืองซอกบาที่กรีซ บางทีก็ไปฟังซามิเซงที่ญี่ปุ่น บางครั้งก็ไปฟังขิมของจีน บางทีก็ไปฟังเสียงเคาะที่เป็นเพอร์คัสชั่นที่แอฟริกา บางทีก็ไปฟังเขาเคาะทองเหลืองที่เนปาล ที่เรียกว่าระนาดทองเหลือง กลับมาเมืองไทย บางครั้งผมก็จัดกิจกรรมพวกนี้ ดีดพิณเปี๊ยะบ้าง ตีกลองสะบัดชัยบ้าง ตีกลองพูจาบ้าง กลองคูโด้ของญี่ปุ่นบ้าง เป่าขลุ่ยของญี่ปุ่น หรืออาจจะเอาเครื่องดนตรีแปลกๆ มาเล่น ผมเป็นนักกีตาร์ ผมก็จะเล่นพิณเล่นอะไรไป คือผมเสาะแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อเอามาทำของที่ไม่มีระโยชน์ นั่นคือการวาดรูป เพราะผมไม่ใช่สถาปนิก ไม่ใช่มัณฑนากร รูปเขียนไม่ใช่มีไว้เพื่อประโยชน์ใช้สอย แขวนไว้ดูเท่านั้นเอง คนทั้งโลกอาจจะปลูกข้าว ปลูกมันฝรั่ง แต่ผมขอที่สักไร่เดียวสำหรับปลูกดอกไม้ เพราะดอกไม้มันจำเป็นต่อจิตวิญญาณ ดอกไม้จำเป็นต่อลมหายใจของมนุษยชาติ บางทีดอกไม้สำคัญยิ่งกว่าข้าวด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ผมจึงขอเป็นผู้ปลูกดอกไม้เพื่อมนุษยชาติ เพื่อให้มันบานส่งกลิ่นหอมอยู่ในใจของผู้คน

     ถ้าถามถึงบั้นปลายชีวิต ผมคิดว่าผมพอแล้ว ต่อจากนี้ผมก็คงกลับบ้าน หยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วก็ปิดประเทศ ไม่ให้คน สัตว์ สิ่งของเข้าใกล้ อย่างปิกัสโซ ช่วงอายุ 65 ปี เขาก็ไม่ให้คน สัตว์ สิ่งของพบ ไม่ให้สัมภาษณ์ ใช้ชีวิตอยู่ในปราสาท เขียนรูปตลอดเวลา ผมก็กะว่าจะทำแบบนั้น จะถอนเงินที่ฝากไว้ตามแบงก์ทั่วโลกมาใส่ตุ่มใส่หีบเอาไว้ที่บ้าน (หัวเราะ)

http://www.thummada.com/cgi-bin/iB315/ikonboard.pl?act=ST;f=6;t=1664
บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
ขบถฟันน้ำนม
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2603



« ตอบ #22 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2011, 04:40:30 PM »

บันทึกการเข้า

俺娘说输赢不要紧开心才重要
อ่านเหนียงซัวซูอิ๋งปู๋เย่าจิ่นไคซินไฉจ้งเย่า
แม่บอกว่าแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำคัญคือความสบายใจ

- หัวร่อยุทธจักร -
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!