เรื่องย่อในพระธรรมบท (จิตตวรรค)

(1/2) > >>

dhita:



เรื่องย่อในพระธรรมบท (จิตตวรรค)
เรื่องพระเมฆิยเถระ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่ภูเขาจาลิกา ทรงปรารภท่านพระเมฆิยะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ เป็นต้น

ในขณะนั้น พระเมฆิยเถระเป็นพระอุปัฏฐากพระศาสดา มีอยู่ครั้งหนึ่งหลังจากกลับจากบิณฑบาตมา พระเถระเห็นสวนมะม่วงมีความร่มรื่นและสวยงาม มีความคิดว่าเป็นสถานที่เหมาะที่จะปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน พระเถระได้ทูลขอพระอนุญาตจากพระศาสดาที่จะไป ณ ที่นั้น แต่ด้วยว่าขณะนั้นพระศาสดาประทับอยู่ตามลำพัง พระองค์จึงตรัสว่าให้รออยู่ก่อนจนกว่าจะมีภิกษุอื่นเดินทางมาถึง แต่พระเถระรีบร้อนที่จะไปมาก จึงได้ทูลอ้อนวอนขอพระอนุญาตอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดพระศาสดาตรัสบอกให้ไปได้ตามความปรารถนา

จากนั้น พระเมฆิยเถระได้เดินไปที่สวนมะม่วง แล้วไปนั่งเข้าสมาธิอยู่ที่ใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง พระเถระไปนั่งอยู่ที่นั่นทั้งวัน แต่จิตของท่านไม่สงบ ทำให้ไม่มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติสมาธิ ท่านจึงเดินทางกลับในตอนเย็น แล้วทูลให้ศาสดาได้ทรงทราบว่า ตลอดเวลาทั้งวันท่านถูกครอบงำโดยวิตกทั้ง 3 คือ กามวิตก(ความตรึกในทางกาม) พยาบาทวิตก(ความตรึกในทางพยาบาท) และวิหิงสาวิตก(ความตรึกในทางเบียดเบียน)

ดังนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะพระเมฆิยเถระว่า จิตดิ้นรน กลับกลอกง่าย บุคคลพึงควบคุมจิตของตนให้ดี

จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 33 และพระคาถาที่ 34 ว่า
ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ
ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ
อุชํ กโรติ เมธาวี
อุสุกาโรว เตชนํฯ

(อ่านว่า)
ผันทะนัง จะปะลัง จิดตัง
ทุรักขัง ทุนนิวาระยัง
อุชุง กะโรติ เมทาวี
อุสุกาโรวะ เตชะนัง.

(แปลว่า)
จิตดิ้นรน กลับกลอก
รักษายาก ห้ามยาก
ผู้มีปัญญาทำให้ตรงได้
เหมือนช่างศรดัดลูกศร.

วาริโชว ถเล ขิตฺโต
โอกโมกตอุพฺภโต
ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ
มารเธยฺยํ ปหาตเวฯ

(อ่านว่า)
วาริโชวะ ถะเล ขิดโต
โอกะโมกะตะอุบพะโต
ปะริผันทะติทัง จิดตัง
มาระเทยยัง ปะหาตะเว.

(แปลว่า)
จิตนี้ย่อมดิ้นรน
เมื่อถูกนำออกจากกามคุณ
เพื่อจะให้ละบ่วงของมาร
เหมือนกับปลาดิ้นรน
เมื่อถูกยกขึ้นจากน้ำมาไว้บนบก
ดิ้นรนเพื่อจะกลับคืนสู่น้ำอีก.

เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง พระเมฆิยเถระได้บรรลุพระโสดปัตติผล ส่วนชนเหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็ได้บรรลุพระอริยผล มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.

Pics by : http://www.oknation.net/blog/sarattatham/2010/01/03/entry-1

dhita:

เรื่องพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน เป็นต้น
 
ครั้งหนึ่ง ภิกษุจำนวน 60รูป หลังจากที่ได้รับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้ว ก็ได้ไปที่หมู่บ้านมาติกะที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ณ ที่นั้นนางมาติกมาตา มารดาของหัวหน้าหมู่บ้าน ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแก่ภิกษุเหล่านั้น และนางก็ยังได้สร้างวิหารสำหรับเป็นที่อยู่ในช่วงเข้าจำพรรษาถวายแก่ภิกษุเหล่านั้นด้วย อยู่มาวันหนึ่ง นางได้นิมนต์ให้พระภิกษุเหล่านี้สอนวิธีปฏิบัติพระกัมมัฏฐานแก่นาง พวกพระภิกษุได้สอนให้นางพิจารณาอาการ 32ของร่างกายซึ่งจะนำไปสู่ความตระหนักในความเสื่อมและความสิ้นไปของร่างกาย นางมาติกมาตาปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้นด้วยความขยันหมั่นเพียรจนได้บรรลุ มรรค 3และผล 3พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณและโลกิยอภิญญา ก่อนภิกษุเหล่านั้น
 
เมื่อนางออกจากสุขอันเกิดจากมรรคและผลแล้ว ได้ตรวจดูด้วยทิพยจักษุเห็นว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นยังมิได้บรรลุมรรคผลใดๆ นางได้ทราบด้วยว่า ภิกษุเหล่านี้มีศักยภาพที่จะบรรลุพระอรหัตตผลได้ แต่ท่านเหล่านี้มีความจำเป็นต้องได้อาหารอย่างเหมาะสม ดังนั้น นางจึงได้จัดแจงเลือกเฟ้นอาหารที่ล้วนแต่ดีๆมีรสอร่อยมาถวาย เมื่อได้ฉันภัตตาหารที่เหมาะสมและกระทำความพยายามโดยชอบแล้ว ภิกษุเหล่านี้ก็ได้มีจิตแน่วแน่ เจริญวิปัสสนา และในที่สุดก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
 
เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว ภิกษุเหล่านี้ก็ได้เดินทางกลับไปที่พระเชตวันอันเป็นที่ประทับอยู่ของพระศาสดา ได้กราบทูลพระศาสดาว่า พวกตนมีสุขภาพแข็งแรง เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องอาหาร พระเหล่านี้ยังได้กล่าวถีงนางมาติกมาตาว่า นางรู้ความรู้สึกนึกคิดของพวกภิกษุทั้งหลายและได้จัดอาหารต่างๆมาถวายตามความต้องการของภิกษุทั้งหลายอีกด้วย
 
มีภิกษุรูปหนึ่งเมื่อได้ฟังพระภิกษุทั้งหลายกล่าวถึงนางมาติกมาตา ก็ได้ตัดสินใจว่าจะไปอยู่ที่หมู่บ้านนั้นบ้าง ดังนั้นเมื่อรับพระกัมมัฏฐานจากพระศาสดาแล้วพระรูปนี้ก็ได้เดินทางไปยังวิหารของหมู่บ้านนั้น และพระรูปนี้ก็ได้พบว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านต้องการนางมาติกมาตาได้นำมาถวายทั้งนั้น เมื่อท่านแค่นึกอยากให้นางมา นางก็จะมาที่วิหารพร้อมกับนำอาหารดีๆติดตัวมาด้วย หลังจากฉันภัตตาหารแล้วภิกษุรูปนี้ก็ได้ถามนางว่านางรู้ความนึกคิดของคนอื่นหรือไม่ นางได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามของภิกษุนั้นตรงๆ ทว่าเลี่ยงไปพูดว่า “พวกคนที่สามารถอ่านความคิด(วาระจิต)ของคนอื่นออกนั้นจะมีพฤติกรรมแสดงออกอย่างนี้ๆ” ครั้นได้ฟังนางกล่าวเช่นนั้นแล้ว ภิกษุนั้นคิดว่า “หากเราซึ่งยังเป็นปุถุชนอยู่คิดในสิ่งที่ไม่ดี นางก็ต้องรู้แน่ๆ” มีความกลัวนางมากและได้ตัดสินใจเดินทางกลับไปที่วัดพระเชตวัน เมื่อเดินทางไปถึงวัดพระเขตวันก็ได้เข้าไปกราบทูลพระศาสดาว่า ท่านไม่สามารถอยู่ที่หมู่บ้านมาติกะนั้นได้เนื่องจากมีความหวาดหวั่นว่านางมาติกมาตาจะล่วงรู้ความคิดที่ไม่ดีของท่าน พระศาสดาได้ขอให้ภิกษุนั้นสำรวมระวังในสิ่งเดียวเท่านั้น คือการควบคุมจิตของตนเอง และพระองค์ได้ตรัสบอกให้ภิกษุนั้นเดินทางกลับไปที่วิหารหมู่บ้านมาติกะอีกครั้งหนึ่ง แล้วไม่ต้องนึกถึงสิ่งอื่นใด ให้นึกถึงเฉพาะเรื่องของพระกัมมัฏฐานเท่านั้น เมื่อภิกษุนั้นกลับไป นางมาติกมาตาก็ได้ถวายอาหารอย่างดีเหมือนอย่างที่นางเคยถวายแก่ภิกษุรูปอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อให้ท่านปฏิบัติพระกัมมัฏฐานโดยไม่มีความวิตกกังวล ต่อมาไม่นานภิกษุรูปนี้ก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล
 
ครั้นแล้ว พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 38ว่า
ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน
ยตฺถ กามนิปาติโน
จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ
จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํฯ
 
(อ่านว่า)
ทุนนิกคะหัดสะ ละหุโน
ยัดถะ กามะนิปาติโน
จิดตัดสะ ทะมะโถ สาทุ
จิดตัง ทันตัง สุขาวะหัง.
 
(แปลว่า)
จิตควบคุมยาก ไปมารวดเร็วมาก
คิดไปตามอารมณ์ที่ต้องการ
การฝึกจิตเป็นการดี
เพราะจิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้.
 
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ผู้ที่ประชุมอยู่เป็นจำนวนมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระสัทธรรมเทศนา มีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว.

dhita:

เรื่องอุกกัณฐิตภิกษุ
 
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันจะสึกรูปใดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า สุทุทฺทสํ เป็นต้น
 
ครั้งหนึ่ง มีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สอบถามพระภิกษุผู้ไปรับบิณฑบาตที่บ้านของเขาว่า หากเขาต้องการจะพ้นทุกข์เขาควรจะทำอย่างไร พระภิกษุรูปนั้นได้แนะนำเขาให้แบ่งสมบัติออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนหนึ่งใช้ในการดำเนินธุรกิจ ส่วนหนึ่งใช้เลี้ยงบุตรและภรรยา และอีกส่วนหนึ่งใช้ในการทำทาน บุตรเศรษฐีได้ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น และต่อมาเขาได้เรียนถามพระภิกษุรูปเดียวกันนั้นอีกว่า เขาควรทำอะไรอีกต่อไป พระภิกษุนั้นบอกว่า ข้อที่ 1. ให้ถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง และให้รักษาศีล 5  ข้อ 2. ให้รักษาศีล 10 และ ข้อที่ 3. ให้สละโลกออกบวชเป็นภิกษุ บุตรเศรษฐีได้ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นและได้บวชเป็นพระภิกษุในที่สุด
 
เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว อาจารย์รูปหนึ่งสอนท่านในเรื่องพระอภิธรรม ส่วนอีกรูปหนึ่งก็สอนในเรื่องพระวินัย เมื่อท่านถูกสอนแบบนี้ ท่านก็มีความรู้สึกว่าต้องมาศึกษาเล่าเรียนมาก ต้องรักษาพระวินัยที่เคร่งครัดและต้องรักษาศีลหลายข้อด้วย จนท่านไม่มีเวลาแม้แต่ “จะเหยียดมือ” ตั้งแต่นั้นมาท่านก็หมดความยินดีที่จะประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีความสุข และไม่ยอมทำการสาธยายในอาการ 32 และไม่ยอมศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม มีร่างกายซูบผอม มีเส้นเอ็นสะพรั่งตามตัว เมื่อพระศาสดาทรงทราบเรื่องนี้ ก็ได้ตรัสกับภิกษุหนุ่มรูปนี้ว่า “หากเธอสามารถคุ้มครองจิตของตัวเองได้ เธอก็ไม่ต้องมีอะไรจะต้องคุ้มครอง แล้วเธอก็จะพ้นทุกข์ได้”
 
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 36 ว่า
สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ
ยตฺถ กามนิปาตินํ
จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี
จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ.
 
(อ่านว่า)
สุทุดทะสัง สุนิปุนัง
ยัดถะ กามะนิปาตะนัง
จิดตัง รักเขถะ เมทาวี
จิดตัง คุดตัง สุขาวะหัง.
 
(แปลว่า)
ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิต
ที่เห็นได้แสนยากละเอียดยิ่งนัก
มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่,
(เพราะว่า) จิตที่คุ้มครองไว้ได้
เป็นเหตุนำสุขมาให้.”
 
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง ภิกษุหนุ่มรูปนั้นก็ได้บรรลุพระโสดาบัน และชนเหล่าอื่นเป็นอันมากก็ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระสัทธรรมเทศนา เป็นประโยชน์แก่มหาชน

dhita:

เรื่องพระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน ปรารภภิกษุชื่อว่าสังฆรักขิตะ ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ทูรงฺคมํ เอกจรํ เป็นต้น

ครั้งหนึ่ง ในกรุงสาวัตถีมีพระเถระรูปหนึ่งชื่อ พระสังฆรักขิตเถระ เมื่อน้องชายของท่านมีบุตรก็ได้ตั้งชื่อบุตรตามชื่อพระพี่ชายว่า ภาคิไนยสังฆรักขิต(หลานของพระสังฆรักขิต) เมื่อหลานของสังฆรักขิตเจริญวัยแล้วก็ได้บรรพชาอุปสมบท ขณะที่พระภิกษุหนุ่มรูปนี้พำนักอยู่ในวัดในชนบทแห่งหนึ่ง ได้ผ้าวัสสาวาสิกสาฎก(ผ้าจำนำพรรษา) มา 2 ผืน ก็ได้ตั้งใจไว้ว่า จะนำผืนหนึ่งไปถวายพระสังฆรักขิตผู้เป็นหลวงลุง ส่วนอีกผืนหนึ่งจะเก็บเอาไว้ใช้เอง
 
เมื่อออกพรรษาปวารณาแล้ว พระภิกษุหนุ่มนี้ก็ได้เข้าไปกราบพระเถระ แล้วนำผ้าจำนำพรรษาออกถวาย แต่พระเถระได้ปฏิเสธที่จะรับผ้านั้นโดยกล่าวว่าท่านมีจีวรเพียงพอแล้ว แม้ว่าจะขยั้นคะยอให้ท่านรับอย่างไรพระเถระก็ไม่ยอมรับ ภิกษุหนุ่มรู้สึกผิดหวังมากเสียใจมากและคิดว่าเมื่อหลวงลุงไม่ประสงค์ทำการใช้สอยบริขารร่วมกับท่านเช่นนี้ ก็ควรที่ท่านจะลาสิกขาออกไปดำเนินชีวิตเป็นฆราวาสเสียเลย

จากจุดเริ่มต้นนี้เอง ท่านก็มีความคิดที่กระเจิดกระเจิงไปว่า เมื่อลาสิกขาแล้วท่านก็จะเอาผ้านี้ไปขายแล้วเอาเงินที่ได้จากขายไปซื้อแม่แพะ ซึ่งแม่แพะก็จะตกลูกออกมาอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้าท่านก็จะมีเงินมีทองพอที่จะแต่งงานได้ ภรรยาของท่านก็จะคลอดบุตรออกมาคนหนึ่ง ท่านก็จะพาภรรยาและบุตรขึ้นเกวียนไปไหว้หลวงลุงที่วัด ในระหว่างทางท่านก็จะบอกภรรยาว่าท่านจะขออุ้มบุตรเอง แต่ภรรยาบอกให้ท่านขับเกวียนส่วนนางจะอุ้มบุตรเอง ท่านก็จะยืนยันว่าตนจะต้องอุ้มบุตรให้ได้ จึงไปยื้อยุดฉุดกระชากบุตรมาจากภรรยา เมื่อยื้อกันไปยื้อกันมาบุตรก็จะพลัดตกลงไปข้างล่าง และถูกล้อเกวียนทับ ท่านก็จะโกรธเอาด้ามปฏักตีภรรยา

ขณะที่นั่งคิดอยู่นั้น ภิกษุหนุ่มกำลังใช้พัดก้านตาลพัดพระเถระอยู่ ก็เลยเผลอใช้พัดก้านตาลนั้นฟาดลงบนศีรษะของพระเถระ พระเถระเป็นพระอรหันต์ล่วงรู้จิตของภิกษุหนุ่ม จึงกล่าวว่า “เธอตีภรรยาของเธอไม่ได้ ทำไมจะต้องมาตีพระเถระชรานี้ด้วยเล่า” พอได้ยินพระเถระพูดเช่นนี้ พระภิกษุหนุ่มก็ตกใจ เกิดความละอายใจ ทิ้งพัดก้านตาล วิ่งหนีไป แต่พวกภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย ไล่ตามจับตัวมายังสำนักของพระศาสดา เมื่อพระศาสดาทรงทราบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแล้ว ก็ได้ตรัสว่า จิตมีความสามารถที่จะคิดถึงวัตถุที่อยู่ห่างไกลออกไป ดังนั้นบุคคลพึงพยายามเพื่อความหลุดพ้นของจิตจากเครื่องผูกคือ ราคะ โทสะ และโมหะ ให้ได้
 
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 37 ว่า
ทูรงฺคมํ เอกจรํ
อสรีรํ คุหาสยํ
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ
โมกฺขนฺติ มารพนฺธนาฯ
 
(อ่านว่า)
ทูรังคะมัง เอกะจะรัง
อะสะรีรัง คุหาสะยัง
เย จิตฺตัง สันยะเมดสันติ
โมกขันติ มาระพันทะนา.
 
(แปลว่า)
จิตชอบท่องเที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว
ไม่มีร่าง อยู่ในถ้ำคือห้องหัวใจ
ผู้ที่ควบคุมจิตได้
ก็จะพ้นจากบ่วงมาร.
.
เมื่อพระสัทธรรมเทศนาจบลง พระภาคิไนยสังฆรักขิตเถระ ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ส่วนชนเหล่าอื่นเป็นอันมาก ได้บรรลุพระอริยผลทั้งหลาย มีพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระสัทธรรมเทศนา มีประโยชน์แก่มหาชน.

dhita:

เรื่องพระจิตตหัตถเถระ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่พระเชตวัน ทรงปรารภพระจิตตหัตถเถระ ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส เป็นต้น

ชาวนาชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง ตามหาโคที่หายไปในป่า รู้สึกหิวมากจึงเข้าไปในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง และได้รับประทานอาหารที่เหลือจากพระฉันในตอนเช้า ขณะที่กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น เขาก็มีความคิดว่า แม้ว่าเขาจะทำงานหนักทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถหาอาหารดีๆแบบนี้รับประทานได้ หากเขาบวชเป็นพระภิกษุก็จะได้ฉันอาหารดีๆ ดังนั้นเขาจึงไปขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้ เมื่อเข้าไปบวชเป็นพระอยู่ในวัดแล้ว ท่านนี้ก็ได้ทำหน้าที่ต่างๆของภิกษุ และด้วยเหตุที่มีอาหารดีๆรับประทาน ท่านก็เลยอ้วนท้วนน้ำหนักตัวขึ้นมาก แต่ต่อมาไม่นานท่านเกิดความเบื่อหน่ายกับการที่ต้องออกเดินเที่ยวบิณฑบาต และได้ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสเช่นเดิม แต่พอสึกไปได้ไม่กี่วันก็มีความรู้สึกว่าชีวิตของฆราวาสน่าเบื่อหน่าย จึงได้หวนกลับไปขอบวชจากพระภิกษุอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งพระภิกษุก็ได้บวชให้ แต่พอบวชครั้งที่สองนี้อยู่ไม่นาน ท่านก็ลาสิกขาออกไปเป็นฆราวาสอีก ท่านบวชแล้วลาสิกขาแบบนี้ถึง 6 ครั้ง พวกภิกษุทั้งหลายจึงตั้งชื่อให้ว่า “จิตตหัตถเถระ” ซึ่งมีความหมายว่าผู้ตกอยู่ในอำนาจของจิต

ขณะที่ท่านบวชแล้วลาสิกขาไปๆมาๆระหว่างบ้านกับวัดเช่นนี้ ภรรยาของท่านก็ได้ตั้งครรภ์ วันหนึ่งในช่วงที่ท่านลาสิกขาออกไปอยู่ที่บ้านนั้น ท่านบังเอิญเดินเข้าไปในห้องนอนในขณะที่ภรรยาของท่านนอนหลับอยู่ ผ้าที่นางนุ่งเกิดหลุดลุ่ย มีน้ำลายไหลออกจากปาก กรนเสียงดัง ปากอ้า กัดฟัน มีลักษณะคล้ายกับซากศพ เมื่อท่านมองเห็นภรรยาเป็นเช่นนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “เราไปบวชเป็นภิกษุหลายครั้งมาแล้ว และอยู่เป็นภิกษุไม่ได้ก็เพราะหญิงผู้นี้” คิดเช่นนี้แล้วก็ฉวยผ้ากาสาวพัสตร์เดินออกจากบ้านไปที่วัดเป็นครั้งที่ 7 ขณะที่เดินไปนั้นท่านท่องบ่นไปว่า “ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ๆๆๆ” และก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลในระหว่างทางที่เดินไปวัดนั้นเอง

เมื่อเดินทางไปถึงที่วัดแล้ว ท่านก็ได้ขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้ คราวนี้ภิกษุทั้งหลายปฏิเสธและกล่าวว่า “คราวนี้พวกเราบวชให้คุณไม่ได้แล้ว เพราะว่าคุณโกนศีรษะบ่อยมากจนกระทั่งว่าศีรษะของคุณเป็นเหมือนกับหินลับมีดไปแล้ว” ท่านได้วิงวอนขอให้ภิกษุทั้งหลายบวชให้ ซึ่งภิกษุทั้งหลายก็ใจอ่อนได้บวชให้ท่านอีกครั้งหนึ่ง พอบวชไปได้เพียงสองสามวัน ท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมทาญาณทั้งหลาย พอภิกษุเหล่านั้นเห็นว่าท่านอยู่วัดนานผิดปกติก็มีความแปลกใจได้ถามท่านว่า “คุณจิตตหัตถ์ คราวนี้ทำไมถึงบวชนานนัก ไม่สึกออกไปเป็นฆราวาสอีกเล่า” ท่านได้ตอบไปว่า “ผมลาสิกขาออกไปอยู่บ้าน เมื่อผมมีความยึดมั่นถือมั่น แต่ตอนนี้ความยึดมั่นถือมั่นนั้นผมตัดได้แล้ว”

พวกภิกษุทั้งหลายไม่เชื่อในคำพูดของท่าน ได้ไปเฝ้าพระศาสดาแล้วกราบทูลเรื่องที่ท่านพูดนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะภิกษุเหล่านั้นว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเรา ได้ทำการไปและการมา(บวชแล้วสึก และสึกแล้วบวช) ในเวลาที่ไม่รู้พระสัทธรรม ในเวลาที่ตนยังมีจิตไม่มั่นคง บัดนี้ บุตรของเรานั้นละบุญและบาปได้แล้ว”

จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 38 และพระคาถาที่ 39 ว่า
อนวฏฺฐิตจิตฺตสฺส
สทฺธมฺมํ อวิชานโต
ปริปฺลวปสาทสฺส
ปญฺญา น ปริปูรติฯ

(อ่านว่า)
อะนะวัดถิตะจิดตัดสะ
สัดทำมัง อะวิชานะโต
ปะริบละวะปะสาทัดสะ
ปันยา นะ ปะริปูระติ.

(แปลว่า)
ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น
ไม่รู้พระสัทธรรม
มีศรัทธาลื่อนลอย
ปัญญาของเขาย่อมไม่บริบูรณ์.

อนวสฺสุตจิตฺตสฺส
อนนฺวาหตเจตโส
ปุญฺญปาปปหีนสฺส
นตฺถิ ชาครโต ภยํฯ

(อ่านว่า)
อะนะวัดสุตะจิดตัดสะ
อะนันวาหะตะเจตะโส
ปุนยะปาปะปะฮีนัดสะ
นัดถิ ชาคะระโต ภะยัง.

(แปลว่า)
ผู้มีจิตที่ราคะรั่วรดไม่ได้แล้ว
มีใจไม่ถูกโทสะกระทบ
ละบุญและบาปได้แล้ว
ตื่นอยู่ ก็จะไม่มีภัย.

พระธรรมเทศนา มีประโยชน์แก่มหาชน.

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป