ย้อนความหลัง - ณัฐวุฒิ สภาโจ๊ก

<< < (7/9) > >>

noway2know:
ขอบคุณนะค่ะ
แมงสาบนี่ก็กลายพันธุ์ ได้หลายประเภทนะค่ะ
สมแล้วที่เป็นสัตว์ชั้นต่ำ

ถ้าเป็นแมงสาบ อย่างที่พูด ดิฉันสมเพชมากค่ะ
ชัดเจนในตัวเองดีกว่า ทำตัวไม่มีศักดิ์ศรี
.

ลูกอลัชชีหลานอีแร้ง:
ไอ้เหี้ยป้ายก่อเรื่องจนโดนแบน แม่งก็สมควรล่ะ

noway2know:
ASTVผู้จัดการ – เปิดบัญชีทรัพย์สิน “เต้น-ณัฐวุฒิ” ไพร่ระดับ “ซุป’ตาร์-เสนาบดีเกษตรหน้าใหม่” พบอยู่บ้านจัดสรรสุดหรู 270 กว่า ตร.ว.ราคาร่วม 10 ล้าน รถ 3 คัน หนึ่งคันทะเบียน “777” สวยกิ๊ง “ก่อแก้ว” ขึ้นชั้นมหาเศรษฐีรวยหุ้น-ห้องชุดเฉียด 80 ล้าน “เมียกี้ร์” ไม่ระบุรายได้ แต่ ขี่ ฮาร์เลย์ เดวิดสัน 3 ปี ซื้อรถ 3 คัน

หนังสือ สุภาพบุรุษไพร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สนพ.มติชน เขียนโดย “ฟ้ารุ่ง ศรีขาว” ผู้สื่อข่าวประจำกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจในเครือมติชน

       

       การแต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นับเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก ประการหนึ่งเนื่องจากนายณัฐวุฒินั้น ถือเป็นแกนนำระดับตัวกลั่น หรือหากเรียกภาษาวัยรุ่น ก็คือ “ซุป’ตาร์” ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่าจากเหตุการณ์การบุกไปทำลายทรัพย์สินสาธารณะที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ที่พักของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เมื่อวันที่ 22 ก.ค.2550, การเป็น 1 ใน 3 ผู้ดำเนินรายการหลักของรายการ “ความจริงวันนี้” เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์สงกรานต์เลือด 2552 และเผาบ้านเผาเมือง 2553
       
       ทั้งนี้ คำปราศรัยของนายณัฐวุฒิ ที่ติดหูติดตาชาวบ้านชาวเมืองมากที่สุด คงหนีไม่พ้นประโยคที่ว่า “เผาไปเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” ซึ่งในเวลาต่อมาก็เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองอย่างที่นายณัฐวุฒิ กล่าวยุยงจริงๆ
       
       อีกประการหนึ่งก็คือ นายณัฐวุฒิ นั้น ถือเป็นผู้ที่นำวาทกรรม “อำมาตย์-ไพร่” มาใช้กันอย่างแพร่หลายในการชุมนุมและบนเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดง ในปี 2553
       
       “อะไรเป็นตัวชี้วัดว่าใครเป็น “ไพร่” ใครเป็น “อำมาตย์” นั่นคือ รูปการณ์จิตสำนึก จิตสำนึกของไพร่ต้องยอมรับในความเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ดำรงชีวิตแบบอภิสิทธิ์ชน ไม่ใช้โอกาสที่ดีกว่าไปเบียดบังคนอื่นที่ด้อยกว่า ไพร่คือประชาชนธรรมดาที่เคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์” นั่นคือ ความแตกต่างระหว่างไพร่ กับ อำมาตย์ ในทัศนะของ นายณัฐวุฒิ ที่เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อเดือนมีนาคม 2553
       
       เมื่อ นายณัฐวุฒิ ได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.เกษตรฯ เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2555 ผู้สื่อข่าว ASTVผู้จัดการ จึงสืบค้นข้อมูล การเปิดเผยรายการทรัพย์สินและหนี้สินของนายณัฐวุฒิ และครอบครัว หลังเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากการเลือกตั้งทั่วไป 3 ก.ค.2554 พบว่า นาย ณัฐวุฒิและครอบครัว ที่ประกาศตนว่าเป็นไพร่นั้น มีทรัพย์สินมากถึง 21.86 ล้านบาท ขณะที่มีหนี้สินราว 6.74 ล้านบาท หรือทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินถึง 15.12 ล้านบาท
       
       ในวันที่ 2 ส.ค.2554 นายณัฐวุฒิ ได้แจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่า ครอบครัวมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 21,864,458.69 บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินของนายณัฐวุฒิ 14,896,105.84 บาท ทรัพย์สินของ นางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยา (อดีตทำงานเป็นพนักงาน บ.การบินไทย) 5,754,746.41 บาท และบุตร 2 คน ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1,213,606.44 บาท ขณะที่ครอบครัวมีหนี้สิน 6,738,043.40 บาท
       
       ทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุดของ นายณัฐวุฒิ และครอบครัว คือ ที่ดิน 6 รายการในจังหวัดนนทบุรี นครศรีธรรรมราช และ สุราษฎร์ธานี แบ่งเป็นที่ดินของนายณัฐวุฒิ เอง 5 รายการ และภรรยา 1 รายการ รวมมูลค่า 9,326,800 บาท โดยที่ดินใน จ.นนทบุรี ยังเป็นที่ตั้งของโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง มูลค่า 1,500,000 บาท อีกด้วย
       
       จากบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินหน้าที่ 7 และ 8 ของ นายณัฐวุฒิ ระบุว่า สิ่งปลูกสร้างและที่ดินใน จ.นนทบุรี ของ นายณัฐวุฒิ คือ บ้านจัดสรรในหมู่บ้านเศรษฐสิริ ถนนนนทบุรี ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 274 ตารางวา ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 220018 ได้มาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2548 มูลค่ารวม 9.0 ล้านบาท (แบ่งเป็นมูลค่าที่ดิน 7.5 ล้านบาท และ สิ่งปลูกสร้าง 1.5 ล้านบาท)
       
       โดยเมื่อผู้สื่อข่าวสืบค้นจากรายละเอียดจากอินเทอร์เน็ต พบว่า บ้านในหมู่บ้านเศรษฐสิริที่เป็นทรัพย์สินของนายณัฐวุฒิ น่าจะเป็นหมู่บ้านเศรษฐสิริ สนามบินน้ำ ที่พัฒนาโดย บมจ.แสนสิริ โครงการประเภทบ้านเดี่ยว สไตล์ Thai Contemporary ราคาเริ่มต้น 5-16 ล้านบาท ขณะที่ราคาขายต่อในปัจจุบันอยู่ที่ราว 10 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้สื่อข่าวตรวจสอบในเว็บไซต์ขายบ้านแห่งหนึ่ง พบว่า “บ้านเดี่ยว 2 ชั้น หมู่บ้านเศรษฐสิริ-สนามบินน้ำ เนื้อที่ 104.40 ตร.วา นนทบุรี สภาพพร้อมอยู่” ถูกตั้งราคาขายไว้ที่ 13.5 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าบ้านและที่ดินของนายณัฐวุฒิในปัจจุบันน่าจะสูงกว่านี้มาก และน่าจะสูงกว่า 9 ล้านบาท เนื่องจากที่ดินของนายณัฐวุฒิและครอบครัวมีเนื้อที่มากถึง 274 ตร.วา
       
       นอกจากบ้านและที่ดินแล้ว นายณัฐวุฒิ และครอบครัวยังมีทรัพย์สิน เป็นรถยนต์อีก 3 คัน ประกอบไปด้วย รถยนต์ทะเบียน ฮธ 777 กรุงเทพมหานคร (ได้มาเมื่อ 4 มี.ค.53) มูลค่าปัจจุบันประมาณ 3 ล้านบาท, รถยนต์ทะเบียน กพ 4141 นนทบุรี (26 ธ.ค.50) มูลค่า 750,000 บาท และ รถยนต์ทะเบียน กย 530 นนทบุรี (22 พ.ย.53) มูลค่า 938,000 บาท
       
       เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินและหนี้สินที่นายณัฐวุฒิมี กับเพื่อนๆ แกนนำ นปช.แล้ว นายณัฐวุฒิ นับว่า มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินมากกว่าเพื่อนๆ หลายคน เพราะทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินสุทธิกว่า 15 ล้านบาท ขณะที่เกลอแกนนำ นปช.อย่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่วาสนายังไม่ถึงตำแหน่งรัฐมนตรีนั้น มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 8,224,825.64 บาท, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท มีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้สิน 65,151.89 บาท, นายพายัพ ปั้นเกตุ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 2,445,586.41 บาท
       
       อย่างไรก็ตาม นอกจาก นายณัฐวุฒิ ที่เรียกตัวเองว่า “ไพร่” แต่กลับมีทรัพย์สินมากมายในหลักสิบล้านบาทแล้ว ในกลุ่มแกนนำ นปช.ซึ่งในเวลานี้ยกระดับสถานะทางสังคมเป็น ส.ส.ผู้ทรงเกียรติ ก็ยังมีผู้ที่มีทรัพย์สินที่มากมายไม่แพ้กัน และอาจจะมากกว่าด้วย อย่างเช่น นพ.เหวง โตจิราการ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 15,254,319.34 บาท ขณะที่ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ก็มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สินสูงถึง 74.05 ล้านบาท
       
       สำหรับ นายก่อแก้ว ซึ่งในอดีตเป็นหนึ่งในพิธีกรตัวเสริมของรายการความจริงวันนี้ ทรัพย์สินในบัญชีที่แจ้งต่อ ป.ป.ช.ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนในบริษัท นิวสตาร์อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด จำนวน 112,500 หุ้น มูลค่าสูงถึง 58,018,897.01 บาท และ โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 20 ล้านบาท


       
       ขณะเดียวกัน นางระพิพรรณ พงษ์เรืองรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และภรรยาของนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ในวันที่ 2 ส.ค.2554 ก็แจ้งรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองและสามีหลังเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย โดยไม่ได้แจ้งรายได้-รายจ่ายประจำ ทั้งของตนเองและสามี (นายอริสมันต์) แต่มีทรัพย์สินเป็นเงินฝาก 2,988,135.78 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 3,720, 267.43 บาท และยานพาหนะมูลค่า 4,590,000 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 9,715,357.51 บาท
       
       กระนั้น แม้ นางระพิพรรณ ไม่ระบุถึงรายได้ของตัวเองในเอกสารที่ยื่นแก่ ป.ป.ช.แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นางระพิพรรณ และครอบครัวกลับครอบครองรถใหม่ถึง 3 คัน คือ ปี 52 รถยนต์โตโยต้า ทะเบียน ศจ 7793 กรุงเทพ (ได้มาเมื่อ 22 ก.ย.2552) มูลค่าปัจจุบันประมาณ 3 ล้านบาท, ปี 53 รถฮาร์เลย์ เดวิดสัน ทะเบียน ลขล 333 กรุงเทพ (ได้มา 11 ต.ค.2553) มูลค่าปัจจุบัน 9.9 แสนบาท (นางระพิพรรณ น่าจะกรอกเอกสารผิดเป็น 9.9 ล้านบาท) และ รถยนต์ฮอนด้า (ได้มา 3 ก.พ.2554) มูลค่าปัจจุบัน 6 แสนบาท (นางระพิพรรณ น่าจะกรอกเอกสารผิดเป็น 6 ล้านบาท) รวมมูลค่าทั้งหมด 4,590,000 บาท
       
       หลังเข้ารับตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ แม้ นายณัฐวุฒิ จะพยายามแก้ตัวว่า ถึงจะได้เลื่อนชั้นเป็นอำมาตย์ระดับเสนาบดี แต่ตัวเองยังยืนยันในจุดยืนของความเป็นไพร่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่มูลค่าทรัพย์สินระดับเศรษฐีของตนเองและพรรคพวก รวมถึงคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “ไพร่ต้องไม่ดำรงชีวิตอย่างอภิสิทธิ์ชน” ก็จะยังคงค้ำคอและหลอกหลอน รมช.เกษตรฯ และ เศรษฐีไพร่คนนี้ไปตลอดกาล

http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000011928



อ้างอิง
http://www.nacc.go.th/nacc_asset_main.php
ข้อมูลรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของหน่วยงานภาครัฐ
การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของสมาชิกวุฒิสภา
การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของรัฐมนตรี

noway2know:
การถือหุ้น บริษัท เพื่อนพ้อง น้องพี่ จำกัด และ บริษัท พีทีวี ทีวีเพื่อประชาชน จำกัด ในช่วงปี 2549-2550 มูลค่า 21 ล้านบาท อาจไม่ใช่ธุรกิจเดียวของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อพบว่านายณัฐวุฒิกับพวกได้ร่วมลงทุนทำธุรกิจประชาสัมพันธ์ มาตั้งแต่ปี 2544   




สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 ได้นายณัฐวุฒิได้ร่วมกับนายสนธยา ทิพย์อาภากุล อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 2 ต.ท่าศาลา อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ได้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท แจ้งข้อมูลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุประกอบธุรกิจ “ให้คำปรึกษาและวางแผนด้านการประชาสัมพันธ์และมวลชนสมพันธ์” ที่ตั้งเลขที่ 48/442 หมู่ 2 คลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ ต่อมาได้เปลี่ยนที่ตั้งสำนักงานเลขที่ 1/54 ซอยลาดพร้าว 101 ซอย 53 ถนนลาดพร้าว แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ มีผู้ถือหุ้นในช่วงก่อตั้ง 8 คน คือ

1.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อยู่บ้านเลขที่ 460 หมู่ 5 ต.สิชล อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช จำนวน 20,000 หุ้น มูลค่า หุ้นละ 100 บาท (ลงทุน 2 ล้านบาท)

2.นายสนธยา ทิพย์อาภากุล 29,994 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท หรือ 2,999,400 บาท 

3.นายขวัญเพชร ถนอมนาม อยู่บ้านเลขที่ 119 ถนนพัฒนาการคูขวาง ต.ท่าวัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 1 หุ้น

4.นายยุทธศักดิ์ สวนบรรจง อยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ 5 ต.กำแพงเขา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช 1 หุ้น

5.นายอภิเชษฐ์ เจริญลาภ อยู่บ้านเลขที่ 18/2 หมู่ 2 ต.ขุนทะเล อ.ลานสะกา จ.นครศรีธรรมราช 1 หุ้น

6.นายเกรียงศักดิ์ รอดพันธ์ชู อยู่บ้านเลขที่ 2/1 หมู่ 4 ต.เขาขาว อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช 1 หุ้น

7.นายวรสา จันทร์เงิน อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 3 ต.นาแซง อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ 1 หุ้น

8.นายบุญฤทธิ์ อักขะบุตร อยู่บ้านเลขที่ 1/2 หมู่ 1 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ 1 หุ้น

(ดูตาราง)

มีนายสนธยา ทิพย์อาภากุล และ นายณัฐวุฒิ เป็นกรรมการ ทั้งสองคนได้ร่วมกันถือหุ้นเรื่อยมา กระทั่งวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551 นายสนธยาได้ทำหนังสือถึงนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ณ วันที่ 2 มกราคม 2551 โดยหุ้นของนายณัฐวุฒิ จำนวน 20,000 หุ้น ถูกโอนไปให้นายเจตนันท์ ใสยเกื้อ (พี่ชายนายณัฐวุฒิ) 11,975หุ้น และ นายมฆวัต กาญวัฒนะกิจ 8,025 หุ้น (บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นระบุอยู่บ้านเลขที่ 253 ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช) จากเดิมมีผู้ถือหุ้น 8 คน เพิ่มเป็น 9 คน ขณะที่ผู้ถือหุ้นรายอื่นไม่เปลี่ยนแปลง

น่าสังเกตว่าการโอนหุ้นเกิดขึ้นก่อนที่นายณัฐวุฒิจะเข้ามารับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลในยุคนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2551 

วันที่ 23 มิถุนายน 2551 มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นอีกครั้ง หุ้นที่อยู่ในชื่อ นายมฆวัต กาญวัฒนะกิจ จำนวน 8,025 หุ้น ได้ถูกโอนไปให้นายเจตนันท์ ใสยเกื้อ ทำให้นายเจตนันท์ ถือครองรวม 20,000 หุ้น (จำนวนเท่ากับที่นายณัฐวุฒิเคยถือครองก่อนหน้านี้)

ล่าสุดวันที่ 1 เมษายน 2554 บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ได้เพิ่มทุนจาก5 ล้านบาทเป็น 80 ล้านบาท แบ่งเป็น 800,000 หุ้น มูลค่า หุ้นละ 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 3 คน ได้แก่

1.นายสนธยา ทิพย์อาภากุล 440,000 หุ้น มูลค่า 44 ล้านบาท

2.นายเจตนันท์ ใสยเกื้อ 320,000 หุ้น มูลค่า 32 ล้านบาท

3.น.ส.ราศรี แซ่หลี 40,000 หุ้น มูลค่า 6 ล้านบาท (ดูตาราง)

มีนายสนธยาเป็นกรรมการจนถึงปัจจุบัน

รายชื่อผู้ถือหุ้น บริษัท ไทยคอนซัลแตนท์ แอนด์ พับลิค รีเลชั่น จำกัด





http://www.isranews.org

noway2know:
พบขุมทรัพย์ บ.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รับงานพีอาร์-มวลชนสัมพันธ์ โครงการท่อก๊าซ ปตท.31 ล้าน เว็บไซต์บริษัทโชว์ผลงานในมืออื้อ 14 โครงการ แจ้งกรมทะเบียนการค้าฟันรายได้ก่อนโอนหุ้นให้พี่ชาย 22.6 ล้าน



คนจำนวนไม่น้อย ไม่รู้ว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเป็นแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในช่วงปี 2549-2550 ทำธุรกิจประชาสัมพันธ์ตั้งแต่ปี 2544   

คนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่า ก่อนเข้ารับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เดือนกุมภาพันธ์ 2551 นายณัฐวุฒิ ได้โอนหุ้นบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด จำนวน 20,000 หุ้นมูลค่า 2 ล้านบาท (ซึ่งถืออยู่ตั้งแต่ก่อตั้งปี 2544) ไปให้นายเจตนันท์ ใสยเกื้อ พี่ชาย        

และคนจำนวนไม่น้อยไม่รู้ว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า ในช่วงปี 2545-2553 บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ได้รับว่าจ้างจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน ) เป็นปรึกษาประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์โครงการอย่างน้อย 4 ครั้งรวม 30,931,800 บาท ได้แก่

1. เป็นที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ไทรน้อย-โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ-ใต้ วงเงิน 3,468,000 บาท

2.จ้างที่ปรึกษาเพื่อประชาสัมพันธ์และมวลชนสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน วงเงิน 10,663,500 บาท

3.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วงเงิน 9,000,200 บาท

4.จ้างมวลชนสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โครงการกลุ่มลูกค้าท่อย่อย ปทุมธานี-พญาไท วงเงิน 7,800,100 (ดูตาราง)

น่าสังเกตว่าการว่าจ้าง 2 โครงการแรกเกิดขึ้นในยุครัฐบาลไทยรักไทย และ 2 โครงการหลังเกิดขึ้นในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์

ขณะที่ เว็บไซต์ บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ระบุ ผลงานงานด้านวางแผนประชาสัมพันธ์ มวลชนสัมพันธ์ และกระบวนการมีส่วนร่วมโครงการ จำนวน 14 ผลงาน พร้อมระบุความคืบหน้าไว้ด้วย ได้แก่

   1. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และศูนย์พลังงานแห่งชาติ (ปทุมธานี–พญาไท)
   2. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ NGV สุวรรณภูมิ-พญาไท
   3. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติกลุ่มลูกค้าท่อย่อยปทุมธานี–พญาไท จำนวน 7 โครงการ
   4. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในเขตกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Gas)
   5. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังบริษัท ไออาร์พีซี และบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน)
   6. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังบริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด (DOW)
   7. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าและไอน้ำของบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (EPS) 
   8. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ บริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด (PTTAC)
   9. โครงการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง (จังหวัดชลบุรี)
  10. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อสถานีบริการ NGV ทัศนา (ชลบุรี)
  11. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติจังหวัดนครราชสีมา 
  12. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังโรงงานนิคมอุตสาหกรรมในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ ระยะที่ 7 และ 8 จังหวัดอยุธยา (PTT NGD)
  13. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติบริษัท สหวิริยาเพลทมิล จำกัด (มหาชน) จังหวัดฉะเชิงเทรา
  14. โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติไปยังสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (NGV) สแปนดิค บางพระ

ทั้งนี้ บริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัด แจ้งผลประกอบการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า

    * ปี 2545 รายได้ 5,445,475 บาท กำไรสุทธิ 450,489 บาท กำไรต่อหุ้น 9.01 บาท   
    * ปี 2546 รายได้ 11,885,939 บาท กำไรสุทธิ 1,261,503 บาท กำไรต่อหุ้น 25.23 บาท
    * ปี 2547 รายได้ 8,176,273 บาท กำไรสุทธิ 663,721 บาท กำไรต่อหุ้น 13.27 บาท
    * ปี 2548 รายได้ 11,628,922 บาท กำไรสุทธิ 1,416,221 บาท กำไรต่อหุ้น 28.32 บาท
    * ปี 2549 รายได้ 9,919,086 บาท กำไรสุทธิ 1,299,026 บาท กำไรต่อหุ้น 25.98 บาท
    * ปี 2550 รายได้ 22,682,324 บาท กำไรสุทธิ 2,302,088 บาท กำไรต่อหุ้น 46.04 บาท
    * ปี 2551 รายได้ 58,436,126 บาท กำไรสุทธิ 4,978,481 บาท กำไรต่อหุ้น 99.57 บาท
    * ปี 2552 ไม่ได้ส่งงบการเงิน
    * ปี 2553 รายได้ 57,605,701 บาท กำไรสุทธิ 5,985,177 บาท กำไรต่อหุ้น 119.70 บาท

ถ้ารวมรายได้ของนายณัฐวุฒิ (ถือ 20,000 หุ้น) เท่ากับปี 2545 มีรายได้จากกำไร 100,000 บาท,

ปี 2546 มีรายได้จากกำไร 504,600 บาท ,ปี 2547 มีรายได้จากกำไร 265,400 บาท, ปี 2548 มีรายได้จากกำไร 564,600 บาท, ปี 2549 มีรายได้จากกำไร 519,600 บาท ,ปี 2550 มีรายได้จากกำไร 920,000 บาท   

รวมปี 2545-2550 มีรายได้จากกำไร 2,874,200 บาท (นายณัฐวุฒิโอนหุ้น เดือนม.ค. 2551)

รายการว่าจ้างบริษัท ไทย คอนซัลแตนท์ แอนด์ พับบลิค รีเลชั่น จำกัดของ บมจ. ปตท.


http://www.isranews.org

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว