ประชาทนธิปไตย : V.2 กี่ปีผ่านไป ยังทนไม่เปลี่ยน
ตุลาคม 02, 2014, 03:23:24 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ห้ามลงโฆษณา
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กุญแจเซน โดย ท่าน ติช นัท ฮัน  (อ่าน 7881 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:17:38 AM »





กุญแจเซน
โดย  ท่าน ติช นัท ฮัน
ภาค ๑ การกำหนดรู้ในสภาพปัจจุบัน
หนังสือเล่มน้อย



ข้าพเจ้าได้เริ่มเข้าไปปฏิบัติธรรมในวัดเซน เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ ๑๗ ปี
หลังจากใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์ ในการปรับตัวให้เข้ากับชีวิตประจำวัน
ในวัดแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้ไปกราบคารวะต่อพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เป็นอาจารย์ดูแล
เพื่อขอให้ท่านช่วยสอน " วิถีแห่งเซน " แก่ข้าพเจ้า
แต่ท่านกลับยื่นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ตีพิมพ์ด้วยตัวอักขระภาษาจีนให้
พร้อมกับทั้งกำชับให้ศึกษาหนังสือนั้นจนกว่าจะขึ้นใจ

หลังจากได้กล่าวคำขอบคุณต่อท่านแล้ว ข้าพเจ้าถือหนังสือเล่มนั้น
กลับมายังกุฏิ หนังสือนั้นเป็นที่รู้จักกันอยู่ทั่วไป
ในหมู่พระนิกายเซน หนังสือนี้แบ่งออกเป็นสามตอน คือ

ตอน ๑ ว่าด้วยการนำสารัตถะแห่งพระวินัยมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
ตอน ๒ ว่าด้วยพระวินัยข้อที่สำคัญ ๆ สำหรับผู้บวชใหม่
ตอน ๓ ว่าด้วยเทศนาของท่านกวยซัน อาจารย์


ไม่มีปรัชญาเซนอยู่ในหนังสือเล่มนี้เลย ทั้งสามตอนมุ่งจำเพาะแต่
การปฏิบัติการโดยตรง
ภาคแรก สอนวิธีในการควบคุมจิตและการตั้งดวงจิตให้แน่วแน่
ภาคสอง กำหนดหลักวัตรปฏิบัติและพระวินัยของพระภิกษุสามเณร
ภาคสาม เป็นร้อยแก้วอันมีคุณค่าและไม่อาจปล่อยให้สูญเปล่าไปอย่างไร้ประโยชน์



ข้าพเจ้าได้รับการยืนยันว่าหนังสือเล่มนี้ ( ซึ่งเรียก  ล้วตเถียว  ในภาษา
เวียดนาม อันมีความหมายว่า " คู่มือแห่งวัตรปฏิบัติเล่มน้อย " )
มิได้มีไว้เป็นคู่มือสำหรับพระเณรใหม่ ๆ ที่มีอายุขนาดข้าพเจ้าเท่านั้นเพราะแม้แต่
พระซึ่งมีอายุ ๓๐ หรือ ๔๐ แล้ว
ก็ยังต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งคณะโดยนัยนี้เช่นกัน

ข้าพเจ้าได้รับการศึกษาแบบตะวันตกมาบ้างแล้ว ก่อนที่จะเข้ามาในวัดแห่งนี้
และข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจ
ที่วิธีในการสั่งสอนลัทธิในวัดเป็นวิธีแบบดั้งเดิมสมัยก่อนทั้งสิ้น

ประการแรกเราจะต้องอ่านจนจำข้อความทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ให้ได้ ต่อไป
จึงนำสิ่งที่อ่านมาปฏิบัติ โดยจะไม่ได้รับการสอนในเรื่องปรัชญาพื้นฐาน
เกี่ยวกับเรื่องเซนเลย ข้าพเจ้าได้นำความสังสัยนี้ไปปรึกษากับพระฝึกหัด *
อีกรูปหนึ่ง ซึ่งได้อยู่ที่นี่มาสองปีแล้ว ท่านได้บอกว่า
" นี่แหละคือมรรค ประตูแห่งมรรคเริ่มเปิดออกที่จุดนี้ ถ้าเธอปรารถนา
จะศึกษาเซนแล้วละก็ เธอจะต้องยอมรับมรรควิธีนี้ "

ซึ่งข้าพเจ้าได้ฟังแล้วก็ต้องยอมจำนนต่อคำตอบนั้น


* พระฝึกหัด พระที่บวชในนิกายเซน จะต้องศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นพระฝึกหัด
อยู่ระยะหนึ่งก่อน จนกว่าจะได้พิสูจน์ตนให้เห็นแล้วว่า
เป็นผู้ฝักใฝ่ธรรม จึงจะได้รับเลื่อนขึ้นเป็นพระเซนเต็มขั้น




:http://www.puansanid.com/forums/showthread.php?t=5189
: http://www.tairomdham.net/index.php/topic,4342.msg18279.html#msg18279

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2011, 04:57:06 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:18:56 AM »





" การนำสารัตถะแห่งพระวินัยมาประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวัน "
 
อันเป็นตอนแรกของคู่มือเล่มเล็กนั้น

กล่าวถึงกฏเกณฑ์อันมุ่งที่จะก่อให้เกิดสัมมาสติ หรือการกำหนดรู้ในปัจจุบันสภาพ
ทุก ๆ อากัปกิริยาของพระฝึกหัดจะต้องเกิดขึ้นไปกับความคิด

อันประกอบขึ้นร่วมเฉพาะในอากัปกิริยานั้น ๆ เช่นว่าเมื่อข้าพเจ้าล้างมือ
ข้าพเจ้าก็จะต้องกระตุ้นให้เกิดความคิดขึ้นมาว่า

" ด้วยมือที่กำลังล้างอยู่นี้ ข้าพเจ้าหวังว่าคนทั้งโลกจะมีมือที่สะอาดบริสุทธิ์
อันสามารถจับถือสัจภาวะแห่งพระนิพพานได้ "

เมื่อข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องโถงสำหรับฝึกสมาธิ ข้าพเจ้าจะคิดว่า
" ด้วยอิริยาบทแห่งกายอันตั้งตรงขึ้นนี้ ข้าพเจ้าหวังว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย

จะสามารถดำรงตนอยู่บนบัลลังก์แห่งตรัสรู้ ดวงจิตของเหล่าสัตว์
ได้ขจัดเสียแล้วซึ่งมายา
และบาปโทษทั้งปวง "
แม้เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในห้องน้ำ

ข้าพเจ้าก็จะพูดกับตนเองว่า " ขณะกำลังอยู่ในห้องน้ำนี้ ข้าพเจ้าหวังว่า
สรรพสัตว์ทั้งหลายจะสามารถขจัดเสีย
ซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลง และสรรพกิเลสทั้งปวง "



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2012, 02:13:45 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:21:02 AM »





" การนำสารัตถะแห่งพระวินัยมาประยุกต์ใช้
ในชีวิตประจำวัน "
บรรยายถึง ความคิด

ในทำนองเดียวกันนี้ด้วยตัวอย่างอันมีจำกัด ซึ่งผู้มีเชาวน์ย่อมสร้าง "ความคิด"
ขึ้นในการกระทำชนิดอื่นที่ไม่ได้มีอยู่ในหนังสือ อันเกิดขึ้นในโอกาสต่าง ๆ กัน
ส่วนที่มีเขียนไว้ในคู่มือเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

ซึ่งผู้ฝึกหัดสามารถดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเพื่อนำเอาไปใช้ให้เหมาะ
กับความต้องการได้
ให้เหมาะกับเงื่อนไขทางจิตและทางอารมณ์ของแต่ละบุคคล

ยกตัวอย่างว่าข้าพเจ้ากำลังจะใช้เครื่องโทรศัพท์และกำลังจะปลุกสำนึกแห่งจิต
เพื่อให้เกิดความคิดอันช่วยควบคุมข้าพเจ้า
ไว้ในภาวะแห่งการกำหนดรู้ ความคิดซึ่งเกิดขึ้นเมื่อจะใช้โทรศัพท์นี้

ย่อมไม่มีอยู่ในคู่มือเล่มเล็ก ด้วยในสมัยที่เขียนหนังสือคู่มือนี้ยังหามี
เครื่องใช้สื่อสารชนิดนี้ไม่ ข้าพเจ้าจึงต้องสร้างความคิดขึ้นดังต่อไปนี้
" ด้วยการใช้โทรศัพท์นี้ จะหลุดพ้นจากอคติและวิจิกิจฉา ( ความลังเลสงสัย )
เพื่อที่จะมาติดต่อสัมพันธ์กันด้วยดี "


เมื่อข้าพเจ้ามีอายุ ๑๗ ปี ข้าพเจ้าคิดว่าคู่มือเล่มเล็กนี้มีขึ้นสำหรับเด็ก ๆ
และบุคคลผู้เริ่มแสวงหา และยังอยู่ห่างไกลจากเซน
ข้าพเจ้าไม่ได้ศรัทธาและเห็นความสำคัญของวิธีการเหล่านี้มากไปกว่าที่เห็นว่า
เป็นการเตรียมตัวเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ ๒๙ ปีให้หลัง ข้าพเจ้าจึงได้รู้ว่า
คู่มือเล่มเล็กนั้น
คือแก่นอันสำคัญยิ่งของเซนเป็นสาระสำคัญยิ่งแห่งพระพุทธศาสนา



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:22:00 AM »





สติเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง

ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงการสนทนาสั้น ๆ ระหว่างพระพุทธเจ้ากับนักปราชญ์ผู้หนึ่ง
ในสมัยพุทธกาล
" ดังที่ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า พุทธศาสนาเป็นหลักลัทธิอันนำไปสู่การตรัสรู้
ดังนี้ ในการไปสุ่จุดหมายนั้นจะดำเนินไปตามมรรคคือหนทางใด กล่าวคือ
ทุก ๆ วี่วัน พระองค์ทรงประกอบกิจใดเล่าอันอาจอนุโลมให้เป็นไปตามมรรคนั้น "



" เราย่อมเดินบ้าง ฉันอาหารบ้าง สรงน้ำบ้าง นั่งลงบ้าง ... "
" มีอะไรพิเศษแฝงอยู่ในอริยาบทเหล่านั้นด้วยเล่า ในเมื่อทุกคนต่างก็เดินบ้าง
กินบ้าง ชำระล้างร่างกายบ้าง นั่งลงบ้าง ประพฤติอยู่โดยสามัญแล้ว "

" ดูกร ท่านผู้เจริญ สิ่งนั้นย่อมมีความแตกต่างอยู่ ด้วยยามเราเดิน เราย่อม
มีสติอยู่โดยสัจภาวะว่า
เราเดินอยู่ เมื่อยามเราฉันอาหาร เราย่อมมีสติ
รู้โดยสัจภาวะว่าเราฉันอาหารอยู่ เป็นไปดังนี้ ก็แหละ
ยามเมื่อบุคคลอื่น เดิน กิน ชำระกาย นั่งลง
บุคคลเหล่านั้นหาได้มีสติสำนึกรู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ไม่ "

การสนทนาในครั้งกระนั้น ย่อมแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงเรื่อง สัมมาสติ
ซึ่งในทาง พุทธศาสนา ถือว่าเป็น สิ่งเร้นลับมหัศจรรย์
อันจะเป็น เครื่องส่องแสงสว่าง ในชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ เป็นการ
สร้างพลังแห่งการตั้งดวงจิตไว้มั่น และประการสุดท้ายเป็นการนำให้เกิด
ปัญญาญาณ อันจะยังให้บรรลุมรรคผลในบั้นปลายอีกด้วย ดังนั้น สัมมาสติ
จึงอาจนับได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของวิธีการต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในพระพุทธศาสนานั่นเทียว


บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:24:59 AM »





เป็นการจุดไฟให้แก่ความเป็นอยู่กระนั้นหรือ แน่นอน นี่แหละคือจุดเริ่มต้น
แห่งการเดินทาง หากข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่โดยปราศจากสติ
อันเป็นเครื่องกำหนดรู้
ในความเป็นไปแห่งชีวิต
ก็เท่ากับว่า
ตนเองมิได้มีชีวิตอยู่
 หากเป็นดังนี้ ข้าพเจ้าก็ควรจะพูดเหมือนดังที่อัลแบร์ กามู ได้เขียนไว้
ในนวนิยายเรื่อง "คนนอก" ของเขาว่า "ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ประดุจกับคนที่ตายไปแล้ว"

และดังคำพังเพยโบราณที่ว่า " ใครมีชีวิตอยู่อย่างหลง ๆ ลืม ๆ ผู้นั้นแหละ
ได้ตายไปแล้วในความหลับ
" คิดดูสิว่า
มีคนจำนวนมากมายเพียงใดรอบ ๆ ตัวเราที่ " มีชีวิตอยู่ดังคนที่ตายไปแล้ว "
ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรจะทำก็คือการหวนกลับมามีชีวิต ตื่นขึ้นจากความหลับ
รับรู้อยู่ว่าเป็นอะไร ทำอะไร คนที่กำลังกินอาหารอยู่นั่นน่ะใคร ผู้ที่กำลังดื่มน้ำอยู่
นั่นน่ะใคร และที่กำลังนั่งสมาธิอยู่นั้นล่ะ...
และใครเสียอีกล่ะที่ใช้ชีวิตให้หมดสูญไป
ในความหลง ๆ ลืม ๆ และความละเลย




เป็นการสร้างพลังแห่งการดำรงจิตมั่นกระนั้นหรือ แน่ะล่ะด้วยอาศัยสัมมาสติ
เป็นหลักการที่จะช่วยให้มนุษย์บรรลุถึงการรู้แจ้งในตน ด้วยมนุษย์เป็นนักโทษ
ของปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ถูกบังคับบัญชาด้วยเหตุการณ์ในสังคมให้ฟุ้งซ่าน
ให้ขาดสติ
โดยไม่อาจกลับสู่สถานะอันเต็มเปี่ยมได้อีก

ในกรณีเช่นนี้ การกำหนดรู้ว่าตนทำอะไร พูดอะไรคิดอะไร คือการเริ่มต้นขัดขืน
ต่อการรุกรานจากสภาพแวดล้อม และเริ่มแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งความหลงลืมก่อให้เกิดขึ้น
เมื่อจุดดวงไฟแห่งสติขึ้น ก็เท่ากับเป็นการจุด ความมีศีลธรรมขึ้นด้วย


ความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดก็ย่อมกระจ่างชัด ย่อมเกิดความเคารพต่อผู้อื่นขึ้นมาด้วย
เงาแห่งมายาซึ่งคุกคามมนุษย์อยู่ก็ถูกขจัดออกไป จากสิ่งเหล่านี้เอง ที่พลังจิตวิญญาณ
จะเข้มข้นยิ่งขึ้นและสูงส่งขึ้นไปทุกที ๆ เดี๋ยวนี้ท่านมีสติอยู่ในความ
เป็นไปทุกอิริยาบถ มีสติอยู่ในคำพูดทุกคำพูด และมีสติอยู่ในความคิดทุกความคิด



หลักแห่งการกำหนดรู้นี้ มิได้คิดค้นขึ้นสำหรับพระฝึกหัดเท่านั้น แต่หลักการนี้
มีขึ้นเพื่อทุก ๆ คนรวมทั้งผู้สำเร็จธรรมขั้นอรหันต์แล้วด้วย
หรือแม้แต่พระพุทธองค์ก็ตาม พระองค์ทรงดำรงมั่นอยู่ในสัมมาสติตลอดเวลา
และด้วยพลังแห่งสมาธิจิตและพลังแห่งจิตวิญญาณนี้หรือมิใช่ ที่เป็นลักษณะ
ของอริยบุคคลผู้เป็นที่ยิ่งในมวลหมู่มนุษย์


ที่ว่านี้เป็นการทำให้ปัญญาญาณแผ่ขยายงอกงามนั้น หมายความว่าอย่างไร
ด้วยจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของเซน ก็คือการเข้าถึงทัศนะแห่งสัจภาวะ หรือสัมมาทิฏฐิ อัน
อาจตรึงไว้ได้ด้วยพลังอำนาจแห่งสมาธิจิตและปัญญาญาณ นั่นคือการตรัสรู้
หรือการหยั่งรู้ถึงอริยสัจ อันเป็นการรู้แจ้งเห็นจริง
ซึ่งสภาวะธรรมทั้งหลาย
นี่แหละคือจุดมุ่งหมายที่ผู้ฝึกเซนทุกคนปรารถนาจะบรรลุถึง



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 09, 2012, 02:01:30 AM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:25:49 AM »





ต้องประกอบไปด้วยสติ

ขั้นตอนในการจุดแสงสว่างให้แก่ชีวิตความเป็นอยู่ ในการสร้างพลัง
แห่งการตั้งดวงจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ในการทำให้ปัญญาญาณแผ่ขยายงอกงามนั้น ขั้นตอนเหล่านี้ในทางพุทธศาสนา
เรียกว่า " ไตรสิกขา " อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา
คำว่าศีลอันได้แก่ข้อบัญญัติอันพึงปฏิบัตินั้นย่อมเป็นเครื่องอุดหนุนสัมมาสติ
ศีลมิได้หมายถึงข้อบัญญัติที่ห้ามการกระทำอันเป็นอกุศลด้วยการยึดมั่น
อยู่กับข้อบัญญัติ โดยมิได้รู้ความหมายของข้อบัญญัตินี้ เท่ากับการถือเอา
มรรคเป็นผล
นับเป็นความหลงผิด ซึ่งทางพุทธศาสนา
เรียกว่า " การยึดมั่นถือมั่นในข้อบัญญัติ " ซึ่งเป็นข้ออุปสรรคอย่างใหญ่อันเป็น
เครื่องกีดขวางต่อวิชชาคือความรู้ที่แท้


การเป็นผู้อยู่ในทำนองคลองธรรม เป็นผู้มีกุศลเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้
บุคคลเกิดปัญญาอันแท้จริงได้
หากจำต้องอาศัยสติในการดำรงกายและจิตไว้อย่างแน่วแน่ด้วย นี่จึงเป็นเหตุผล
ที่อธิบายว่า เหตุใดการกำหนดดวงจิตให้มีสติรับรู้ในสภาพความเป็นอยู่นี้
จึงถือได้
ว่าเป็น " สารัตถะ ( แก่น ) แห่งข้อวัตรปฏิบัติ "



เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำงานนห้องทดลอง เขาจะไม่ยอมสูบบุหรี่ ไม่กินขนม
ไม่ฟังวิทยุ เขายอมงดสิ่งเหล่านี้ มิใช่เพราะคิดว่ามันเป็น
ของเลวหรือเป็นบาปกรรม แต่เป็นเพราะเขารู้ว่านี่เป็นเครื่องทำจิตใจให้วอกแวก
ออกไปจากสิ่งที่กำลังค้นคว้าอยู่ นี้ก็เช่นเดียวกับ บทบัญญัติแห่งเซน
โดยที่บทบัญญัตินี้มิได้มีจุดมุ่งอยู่ที่การเป็นผู้มีศีลธรรม แต่ผู้ที่ตรวจตราดูแล
บทบัญญัติแห่งเซนจะต้องช่วยผู้ฝึกหัดให้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยความมีสติเป็นประการสำคัญ

ปัญญาญาณแห่งเซนมิอาจเกิดขึ้นด้วยสติปัญญาอย่างสามัญ ไม่อาจเกิดขึ้น
จากการศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรม จากการวิเคราะห์ทฤษฎี
แต่ผู้ฝึกเซน จะต้องใช้ภาวะแห่งอัตถิภาวะ ( ภาวะสิ่งต่าง ๆ มีอยู่ ดำรงอยู่ ) ของตน

ทั้งหมดเป็นเครื่องมืออันจักนำมาซึ่งความรู้แจ้ง สติปัญญาเองก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง
ของภาวะแห่งการดำรงอยู่ในปัจจุบัน
ของคนเท่านั้น
และบ่อยครั้งที่สติปัญญาดึงมนุษย์ให้ห่างเหินออกไปจากชีวิตที่เป็นจริง

ซึ่งเป็นจุดหมายอันยิ่งของเซน
ด้วยเหตุนี้แหละที่ในหนังสือคู่มือเล่มเล็ก มิได้ถือเอา
การศึกษาทางด้านทฤษฎี เป็นวัตถุประสงค์
แต่มุ่งไปที่การชี้นำให้ผู้ฝึก
ดำเนินตามวิธีแห่งเซนโดยตรงเลยทีเดียว



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 09, 2012, 01:49:14 AM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:29:03 AM »





ภายในวัดเซนนั้น สมณะผู้ปฏิบัติธรรมจะประกอบการงานทุกชนิด ท่านจะไปตักน้ำ
ผ่าฟืน หุงต้มอาหาร เพาะปลูกพืชผัก

ถึงแม้พระทุกรูปจะได้เรียนการนั่งสมาธิแบบเซน และปฏิบัติสมาธิในท่านั่งนั้นแล้ว แต่ทุกท่าน
จะต้องพยายามมีสติในกิจที่ตนทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าขณะกำลังตักน้ำ ปรุงอาหาร

หรือปลูกผัก แต่ละคนย่อมรู้ว่าการตักน้ำมิได้เป็นเพียงการงานอันมีประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการ
ปฏิบัติเฝึกฝนซนอีกด้วย และหากบุคคลใด
ไม่รู้จักฝึกฝนเซนขณะที่กำลังตักน้ำอยู่ ก็นับว่าการมาอาศัยอยู่ในวัดเป็นการเปล่าประโยชน์สิ้นเชิง

ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า หนังสือคู่มือเล่มเล็กนั้นช่วยชี้แนะให้ผู้ปฏิบัติธรรม ได้เข้าไปในโลก
ของเซนโดยตรง แม้ว่าการงาน
ที่ผู้ฝึกหัดทำนั้น ดูเผิน ๆ แล้วคล้ายกับการงานที่คนผู้ไม่รู้จักมรรควิถีโดยทั่ว ๆ ไปเขาทำกัน

อาจารย์เซนมักจะเฝ้าสังเกตศิษย์ของตนอย่างเงียบ ๆ ในขณะที่ศิษย์พยายามจะจุดไฟแห่งชีวิตขึ้น
ในความดำรงอยู่แห่งตน ศิษย์เองอาจจะคิดไปว่าอาจารย์ขาดความเอาใจใส่ในตน

แต่ความจริงแล้ว การกระทำของศิษย์ทั้งหมดต่างไม่อาจรอดพ้นจากสายตาของอาจารย์ไปได้
อาจารย์ย่อมจะรู้ว่าศิษย์ของตนเป็น " ผู้ตื่นขึ้น " แล้วหรือยัง



ในอารามนั้น แต่ละคนจะต้องมีสติในสิ่งที่ตนกำลังกระทำอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่นหากมีศิษย์
ปิดประตูห้องด้วยเสียงอันดัง นี่เป็นการพิสูจน์ว่าเขาขาดสติรู้ในกิจที่กำลังทำอยู่

คุณความดีนั้นมิได้อยู่ที่การบรรจงปิดประตูอย่างปราศจากเสียง แต่อยู่ที่การรับรู้ความจริงที่ว่า
ตนกำลังอยู่ในกิจแห่งการปิดประตูนั่นต่างหาก
ในกรณีเช่นนี้ อาจารย์ก็อบรมและตักเตือนให้ศิษย์รู้จักปิดประตูอย่างนุ่มนวลขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำเป็น

สำหรับศิษย์ที่จะต้อง " มีสติ " อยู่ตลอดเวลา ที่อาจารย์ต้องทำดังนี้มิใช่เพียงเพื่อให้เคารพต่อ
ความสงบเงียบในวัดเท่านั้น หากแต่เพื่อแสดงให้ศิษย์รู้ตนว่าการกระทำเช่นนั้น

ส่อว่าเขามิได้ดำเนินตามหนทางแห่งเซน เป็นเครื่องอธิบายถึงการขาด
" กรณียะอันประเสริฐ " และขาดสุขุมจริยา ( วิญญัติ ) " กิริยาอันละเอียดอ่อนนุ่มนวล "

กล่าวกันว่าในพุทธศาสนามี " สุขุมจริยา " ถึงเก้าหมื่นแบบซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องฝึกฝน
กิริยาอาการต่าง ๆ เหล่านี้คือการแสดงออก
ด้วยอาการแห่งความมีสตินั่นเอง ทุกสิ่งที่บุคคลได้พูด ได้คิด ได้กระทำไปในขณะที่มีดวงจิต
อันประกอบด้วยสติ อาจเรียกได้ว่าบุคคลเหล่านั้นได้ " ลิ้มรสแห่งเซน " แล้ว


หากผู้ฝึกหัดรู้สึกว่าตนได้ขาดการ " ลิ้มรสแห่งเซน " ในขณะที่ตนกำลังพูดกำลังทำการงานแล้วละก็
ผู้ฝึกหัดควรจะตระหนักไว้ด้วยว่า ตนได้ใช้ชีวิตให้ผ่านไปโดยขาดสติเสียแล้ว



http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=truthoflife&month=07-02-2011&group=9&gblog=51

บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:30:34 AM »



           

ภาค ๒ น้ำชาถ้วยหนึ่ง
จงมองลึกลงไปในธรรมชาติของตน

วัดที่ข้าพเจ้าพำนักอยู่ก็ดุจเดียวกับวัดเซนแบบดั้งเดิมทั้งหลาย
กล่าวคือมีภาพเขียนอันงดงามของท่านโพธิธรรม
เป็นภาพวาดด้วยหมึกฝีมือพู่กันจีน แสดงให้เห็นถึงพระภิกษุชาวอินเดียผู้มีพักตร์อันสุขุม

และมีแววแห่งความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง ม่านตา ดวงตาและคางของท่าน
ล้วนแสดงให้เห็นสถานะแห่งดวงจิตอันมิรู้จัก
โยกคลอนเล่ากันว่า ท่านโพธิธรรมมีชีวิตอยู่ในสมัยพุทธสตวรรษที่ ๑๑

ลงความเห็นว่า ท่านเป็นมหาสังฆปรินายกองค์แรกแห่งพุทธศาสนานิกายเซน
ในประเทศจีน ถึงแม้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับประวัติของท่าน
จะไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แน่นอน แต่บุคลิกลักษณะและจิตใจ
ของท่านตามที่ได้ยินได้ฟังถ่ายทอดลงมาแต่โบราณ ได้ทำให้ท่านกลายเป็น
บุคคลในอุดมคติของผู้ที่ปรารถนาจะเข้าให้ถึงการตรัสรู้ โดยมรรคแห่งเซน

ภาพนั้นเป็นภาพของพระอริยบุคคลผู้สามารถผู้สามารถควบคุมตนเอง
ได้อย่างสมบูรณ์เป็นผู้พ้นไปสู่ความไม่มีอุปสรรคกีดขวาง
ตนเองและสิ่งแวดล้อมเป็นอริยบุคคล ผู้ซึ่งมีพลังแห่งจิตอันสูงส่ง




ซึ่งช่วยทำให้ดำรงความสงบราบคาบแห่งจิตไว้ได้
ไม่ว่าจะพบกับความสุข ความทุกข์หรือความเป็นอนิจจัง
ของชีวิต สิ่งที่เป็น แก่น สำคัญแห่งบุคลิกของท่านผู้นี้มิได้เกิดจาก
การค้นพบสัจจะอันสูงสุด และมิได้เกิดจากจิตใจอันเข้มแข็งของท่าน
แต่เกิดมาจากทัศนะอันสุดแสนลึกซึ้งแห่งจิตใจของท่านเอง
รวมทั้งการดำเนินชีวิตอยู่ ในความเป็นจริง ด้วย
จากจุดนี้เองที่เกิดคำพูดแบบเซนที่ว่า " จงมองให้ลึกลงในธรรมชาติแห่งตน "

ครั้นเมื่อบุคคลใดได้เข้าถึงสถานะแห่งการตรัสรู้เช่นนี้แล้ว บุคคลนั้น
จะรู้สึกว่ากระบวนการทางความคิด
อันผิดพลาดทั้งหมดที่อยู่ภายในตน ได้หักแหลกละเอียดลงอย่างสิ้นเชิง


ทัศนะและความคิดใหม่ของผู้ซึ่งได้ตรัสรู้นั้น ย่อมเต็มไปด้วยสันติสุขอันล้ำลึก
เป็นความสงบอันมิอาจหยั่งคาดได้ มีดวงจิตอันนิราศจากความกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น
" ดังนั้น การมองให้ลึกลงในธรรมชาติแห่งตน "จึงเป็นจุดหมายปลายทางของเซน


บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:32:47 AM »





วาทะของท่านโพธิธรรม

แต่การมองให้ลึกลงในธรรมชาติแห่งตนมิใช่ผลอันเกิดมาจาก
การศึกษาเล่าเรียนและทำการค้นคว้า ปัญญาญาณ
จะเกิดขึ้นก็แต่โดยการใช้ชีวิตที่ลงลึกถึงแก่นแห่งความเป็นจริงเท่านั้น

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เซนนั้นคัดค้านต่อข้อคิดและข้อเขียนทั้งหมด
ด้วยถ้อยคำนั้น
ไม่อาจจะก่อให้เกิดปัญญาที่แท้จริงได้ ตามที่ท่านโพธิธรรมได้กล่าวไว้ เซนก็คือ

" การถ่ายทอดโดยเฉพาะเจาะจง    อันเป็นไปนอกพระสูตร
มิได้ถือตามถ้อยคำและตัวอักษร    แต่ชี้ตรงจี้ลงสู่ใจของมนุษย์
เพื่อให้เขาอาจแลเห็นธรรมชาติของตน    และบรรลุถึงภาวะแห่งการตรัสรู้ "


เมื่อท่านโพธิธรรมเดินทางมาเมืองจีนในศตวรรษที่ ๑๐ นั้น
พระพุทธศาสนาในเมืองจีน
กำลังย่างเข้าสู่
ยุคแห่งการศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก โดยอาศัยพระสูตรต่าง ๆ

และวุ่นวายอยู่ด้วยการตั้งนิกายใหม่ ๆ ขึ้น วงการพุทธศาสนาสนใจอยู่
ด้วยสิ่งเหล่านี้ มากกว่าที่จะหันมาสนใจฝึกหัดการทำสมาธิ
วาทะการพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าของท่านโพธิธรรมนั้นมิใช่อะไรอื่น

 

นอกจากเสียงสะเทือนเลือนลั่นจากสายอสนีบาตที่ปลุกคน
ในวงการพุทธศาสนาให้ตื่นขึ้น และช่วยให้กลับมาสนใจฝึกหัดปฏิบัติธรรม
และหันเข้าหาหัวใจของพุทธศาสนานั่นเอง

เพราะเหตุที่ว่าวาทะของท่านโพธิธรรมก้องไปประดุจเสียงของสายฟ้า
จึงดูเหมือนว่าวาทะของท่านออกจะกล่าวเกินเลยไปบ้าง
แต่ขอให้เราพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงลักษณะความสัมพันธ์
ระหว่างเซนกับพุทธศาสนาดั้งเดิมของอินเดีย และเราจะทราบได้ว่า
เซนนั้นมิใช่อะไรอื่น มิใช่นิกาย มิใช่ลัทธิที่เสริมแต่งดัดแปลง
และแตกแยกออกมาจากพระพุทธศาสนา หากคือสาระแห่งพุทธศาสนานั่นเอง

ท่านโพธิธรรมได้กล่าวว่า
" เซนได้รับการถ่ายทอดมาจาก พุทธองค์ โดยมิได้เกี่ยวพัน
กับพระสูตรและพระพุทธดำรัส ซึ่งพวกท่านกำลังศึกษากันอยู่  
( เซนคือการถ่ายทอดโดยเฉพาะเจาะจง อันเป็นไปนอกพระสูตร ) "




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 07, 2012, 02:37:07 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:35:19 AM »





จากทัศนะแรกนี้จึงดูคล้ายกับว่า เซนจะต้องมีวิธีการสอนอันลึกลับ
มีการถ่ายทอดจากอาจารย์มาสู่ศิษย์ผ่านมาหลายชั่วอายุคน
มีแก่นแท้เนื้อความซึ่งไม่อาจนำมาเขียนถกเถียงหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้
หรือถ้าจะขยายความให้ชัดขึ้น เซนก็คือ
มรดกตกทอดทางจิต ซึ่งไม่มีใครจะเข้าใจได้นอกจากผู้ตรัสรู้เท่านั้น

ไม่มีใครสามารถนำไปสอนโดยใช้สัญลักษณ์เท่าที่มีใช้อยู่ คือ
ภาษาพูดและภาษาเขียน ระบบเหตุผลตรรกะวิทยา
ด้วยเซนนั้นไม่อาจนำไปสั่งสอนกันได้ เพราะเซนสืบผ่านโดยตรง
จากอาจารย์มาสู่ศิษย์ จาก " จิตสู่จิต " เป็นตราประทับที่ใช้ประทับลงบนดวงจิต

เซนมิใช่ตราที่ทำด้วยไม้ทองแดงหรืองาช้าง แต่เป็น " ตราแห่งจิต " คำว่า
" การถ่ายทอด " ที่เอ่ยถึงนั้นหมายถึง
การถ่ายทอดจากตราแห่งจิตนี้เอง เซนนี่แหละคือตราแห่งจิต


      

สิ่งต่าง ๆ มากมายที่อาจค้นพบได้ในวรรณคดีและในพระสูตรของพระพุทธศาสนานั้น
อาจเรียกได้ว่าเป็นพุทธศาสนา แต่ก็หาใช่พระพุทธศาสนานิกายเซนไม่
ด้วยเซนนั้นไม่ อาจหาพบได้ในพระสูตร เพราะเซนนั้น
" ไม่อาจหาได้ในข้อเขียนใด ๆ เลย และนี่คือคำประกาศจากวาทะ
ของท่านโพธิธรรม ซึ่งอาจารย์เซนส่วนใหญ่ได้แสดงธรรมกถาเล่าสืบต่อกันมา


ตามความเป็นจริงแล้ว หลักการที่ว่า " ไม่ขึ้นอยู่กับข้อเขียน ทำให้เซน
แตกต่างไปจากพุทธศาสนานิกายอื่น ๆ นั้น หลักการนี้ได้มีมานานแล้ว
โดยเฉพาะเป็นหลักการในพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม รวมทั้งฝ่ายมหายานด้วย

การอภิปรายโต้แย้งการบรรยายถึง สัจภาวะอันสูงสุด ด้วยถ้อยคำนั้น
เป็นหลักการที่ทางพุทธศาสนาปฏิเสธและไม่นิยมให้กระทำ
ดังนั้นวาทะของท่านโพธิธรรมจึงมิได้เป็นสิ่งใหม่ นอกจากเป็นการย้ำ
อย่างหนักแน่นและรุนแรงในหลักการเดิม
ซึ่งให้คุณค่าต่อการปฏิบัติฝึกฝน ทางจิต โดยตรงและละเว้นการไตร่ตรอง
หาเหตุผลตามระบบความคิดแบบต่าง ๆ ที่ใช้กันอยู่ในโลก



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 21, 2012, 02:23:08 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #10 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:36:01 AM »





               พุทธศาสนา : ศาสนาแห่งการปฏิบัติ

คำว่า " พุทธศาสนา " มาจากคำกริยาในภาษาสันสกฤตที่ว่า " พุทธะ "
ซึ่งในคัมภีร์พระเวทอธิบายความหมายไว้ว่า " การรู้แจ้ง " " การตื่นแล้ว "
ผู้ซึ่งรู้แจ้ง ผู้ซึ่งตื่นแล้วย่อมเรียกได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ในภาษาจีน
ได้แปลคำว่า พระพุทธเจ้า นี้ว่า ผู้ซึ่งตื่นอยู่
ดังนั้นพุทธศาสนาจึงเป็นศาสตร์แห่งการตื่นขึ้น เป็นศาสตร์แห่งการตรัสรู้

แต่พระพุทธองค์ได้ประกาศไว้แต่เริ่มแรกว่า การรู้แจ้งจะไปถึงได้ก็ต่อเมื่อได้
ปฏิบัติตนตาม " มรรค " มิใช่ด้วยการศึกษาเล่าเรียนหรือการขบคิด
การไถ่ถอนผลกรรมทั้งสิ้นนั้น พระพุทธศาสนาถือว่าเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยปัญญาญาณ
หาใช่ด้วยการรู้จักผิดรู้จักชอบ หรือรู้จักคุณความดีตามธรรมดาที่มีอยู่ไม่

การกำเนิดขึ้นของพุทธศาสนาในประเทศอินเดียนั้น อาจจะถือได้ว่าเป็นทัศนะอย่างใหม่
ซึ่งสัมพันธ์กับมนุษย์และชีวิต ทัศนะนี้ในเบื้องแรกแผ่ขยายไปในลักษณะของ
ปฏิกริยาต่อต้านแนวความคิดของลัทธิพราหมณ์ ซึ่งครอบงำสังคมอินเดียอยู่ในเวลานั้น



ดังนั้นพุทธศาสนาและระบบสังคม ซึ่งขัดแย้งกับแนวความคิดของพวกพราหมณ์
จึงเป็นธรรมชาติของการปฏิบัติอย่างชัดแจ้ง ก็สังคมอินเดียในครั้งกระนั้น
เป็นอย่างไรเล่า พวกพราหมณ์ในฐานะที่เป็นคุรุ เป็นปราชญ์และเป็นผู้ทรงความรู้
ได้มีอิทธิพลครอบงำสังคมอยู่ทั้งหมด คัมภีร์พระเวทพูดถึงการไถ่บาป
พูดถึงอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์และความสูงสุดของพระพรหม ตลอดจนพูดถึงอำนาจ
อันมหัศจรรย์ของการบูชายัญ เหล่านี้คือหลักพื้นฐานสามประการ อันไม่เปิดโอกาส
ให้ใคร ๆ แย้งได้ จากทัศนะความเชื่อทางศาสนาที่ว่า พระพรหม
พระวิษณุ ( นารายณ์ ) และพระศิวะ ( อิศวร ) เป็นจุดหมายปลายทางแห่งศาสนา

และจากทัศนะความเชื่อทางปรัชญาที่ว่า หลักการในคัมภีร์พระเวทและอุปนิษัทเป็น
หลักการพื้นฐานแห่งความคิดความอ่านในทางปรัชญาทั้งหมด ทั้งหลักสางขยะ โยคะ
อันมีอยู่ในปรัชญาทั้งหกแขนง * * ปรัชญาทั้งหกแขนงเรียกว่า
ษัฑทะ อันประกอบด้วยสางขยะ โยคะ นยายะ ไวเศษิกะ มีมางสา และเวทานตะ


ได้ถือกำเนิดขึ้นและพัฒนามาจากพื้นฐานอันเดียวกันนี้ พุทธศาสนาต่อต้านกับ
อำนาจของคัมภีร์พระเวทและความคิดอื่นที่ถือกำเนิดมาจากคัมภีร์พระเวท
ในด้านความเชื่อถือ พุทธศาสนาปฏิเสธเรื่องพระผู้เป็นเจ้าและการบูชายัญทุกชนิด
ในด้านสังคม พุทธศาสนาเป็นปฏิปักษ์กับระบบวรรณะ

โดยการยอมรับเอาวรรณะจัณฑาลให้เข้าอยู่ในวรรณะเดียวกันกับวรรณะกษัตริย์
( ในกาลเมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงพบกับชายในวรรณะจัณฑาลซึ่งกำลังขนอุจจาระอยู่
 พระองค์ได้ทรงนำชายนั้นไปยังริมฝั่งแม่น้ำชำระล้างร่างกายให้ และยอมรับ
เข้าในหมู่สงฆ์สาวก พระองค์ทรงทำไปดังนี้โดยไม่ยอมฟังคำคัดค้านของผู้อื่น )
ในด้านหลักความคิด
พุทธศาสนาปฏิเสธหลักแห่งตัวตน ( อัตตา ) ซึ่งเป็นแก่นอันสำคัญยิ่งแห่งลัทธิพราหมณ์



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 21, 2012, 02:51:26 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #11 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:41:31 AM »




จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงก้าวเดินทวนกระแสธารแห่งความคิดในเวลานั้นอย่างไร
หากจะได้อ่านพรหมชาลสูตรแห่งทีฆนิกายในพระไตรปิฎก จะเห็นได้ถึงความขัดแย้ง
ของพระองค์ที่มีต่อความคิดทางฝ่ายพราหมณ์ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นปฐมฐานแห่งการปฏิวัติ


มากกว่าที่จะนับว่าเป็นการแสดงทัศนะทางศาสนาเท่านั้น การปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
ต่อลัทธิพราหมณ์มิได้แสดงว่า หลักความคิดซึ่งมีอยู่ในพระเวทและอุปนิษัท
จะผิดไปเสียทั้งหมด หรือขัดแย้งกับความจริงเสียทั้งหมดก็หามิได้


การปฏิเสธหรือการคัดค้านนี้เป็นเพียงเสียงฟ้าผ่าที่มุ่งหวังจะให้เกิดการตระหนักขึ้น เพื่อ
จะได้มีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม หลักปฏิบัติ และแนวความคิด ซึ่งปิดล้อมมนุษย์
ไว้ในหนทางอันปิดตัน หนทางอันคับแคบ

ด้วยเหตุที่ลัทธิพราหมณ์ ถือเอาหลักปรัชญาแบบที่ถือว่ามีตัวตน ( อัตตา ) มาเป็นพื้นฐาน
ของวิชาวิธานวิทยา * และภววิทยา **
พระพุทธเจ้าจึงทรงเผยแผ่หลักแห่งความไม่มีตัวตน ( อนัตตา ) และหลักนี้พระพุทธองค์
ทรงหมายถึงอะไรเล่า คำตอบก็คือด้วยตัวตนที่เรามักพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นตัวตนอันต่ำหรือตัวตน
อันประเสริฐ ( อาตมัน ) สิ่งนั้นเป็นความคิดล้วน ๆ ซึ่งหาได้สัมพันธ์กับความเป็นจริงไม่

* วิธานวิทยา ( Methodology ) เป็นการศึกษาจำแนกแจกแจงเกี่ยวกับวิธีการ
และระบบที่ใช้ปฏิบัติอยู่ และที่ใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ

** ภววิทยา ( Ontology ) หลักปรัชญาหนึ่งในหกแขนงใหญ่ ศึกษาว่าด้วย
ภาวะของธรรมต่าง ๆ


การแห่งอัตตา ซึ่งถือว่าเป็นหลักการที่ผิดแต่ถ้าาเรามาคิดกันในแง่ของวิธานวิทยา
เราก็จะเห็นได้ทันทีว่า หลักการแห่งอนัตตาเป็นหลักที่แท้ซึ่งมุ่งหวังจะปลดปล่อย

ให้มนุษย์หลุดพ้นออกจากพันธนาการแห่งกฏเกณฑ์ ก่อนที่จะมาพิจารณาถึงเรื่องสัตย์
และอสัตย์ได้ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาในเรื่องหลักความคิดและวิธีการเสียก่อน

นี่อาจอนุโลมได้ว่าหลักแห่งอนัตตาเกิดขึ้นมา เพื่อที่จะปฏิเสธหลักแห่งอัตตา
ของพราหมณ์ มิใช่เป็นการค้นพบซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความคิดในสมัยนั้น
เริ่มต้นขึ้นมาเป็นเพียงปฏิกิริยาธรรมดา ๆ แต่ต่อมาได้กลายมาเป็นจุดแห่ง
การก้าวล่วงไปเพื่อการแสวงหาปัญญาญาณอย่างใหม่



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #12 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:45:11 AM »



อนัตตา
ในพุทธศาสนามีการใช้อุบายอันรุนแรงหลายอย่างเพื่อถอดถอนอุปนิสัยและอคติบางอย่าง
และคุณลักษณะเด่นเป็นพิเศษข้อนี้ในพระพุทธศาสนานั้นได้แสดงออกมา อย่างแจ้งชัดในเซน


พระพุทธเจ้าทรงใช้หลักอนัตตาเพื่อการถอดถอนและทำลายความหลงตลอดจน
อคติให้สิ้น แต่ต่อมาพระองค์ทรงใช้หลักการนี้ในการแผ่ขยายหลักแห่งการตรัสรู้
หรือนิพพาน อาจจะพูดได้ว่าหลักอนัตตานี้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งพุทธศาสนา

ในพระสูตรต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนามักจะกล่าวถึงธรรมชาติเป็นอนัตตของ
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไม่มีสิ่งใดเลยที่ครอบครอง " ตัวตน " ไว้ สพ.เพธม.มาอนต.ตา
( สรรพธรรมในราตมยะ ) * คำแรกในภาษาบาลี ในวงเล็บเป็นภาษาสันสกฤต
มีความหมายว่าธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน
( คำว่า ธรรม หมายถึง สิ่งทั้งปวงทั้งสิ้น วัตถุ สิ่งของ ชีวิต ทั้งที่มีรูปและ ไม่มีรูป )


หมายความว่าไม่มีอะไรที่ครอบครองตัวตนไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อพูดไปดังนี้แล้ว
ย่อมเป็นการขัดแย้งกับหลักการที่ถือว่ามีตัวมีตนอันเป็นปฐมฐานแห่งตรรกวิทยา

ซึ่งถ้าถือตามหลักตรรกวิทยาแล้ว ก. จะต้องเป็น ก. ข. จะต้องเป็น ข.
ดังนั้น ก.จะมาเป็น ข. หาได้ไม่
แต่หลักอนัตตากลับกล่าวว่า ก. มิใช่ ก. ข. มิใช่ ข. ดังนั้นก. อาจเป็น ข. ได้
นี่เป็นหลักที่ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก เป็นหลักการที่ท้าทาย และชวนให้ผู้คน
หันกลับมาพิจารณาตนเอง เพื่อที่จะได้เข้าใจหลักอนัตตาดีขึ้น จำเป็นจะต้อง
พิจารณากันถึงเรื่องอนิจจังกันเสียก่อน ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
ย่อมมีลักษณะของ วิปริณาม ( การเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด )
ไม่มีสิ่งใดที่คงอยู่ในภาวะเดิมแม้ในช่วงขณะหนึ่ง

ด้วยสิ่งทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนี้เอง จึงเป็นเหตุให้มัน
ไม่สามารถดำรงอัตสภาพของมันไว้ได้ แม้แต่ขณะเดียวกัน
เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่สามารถดำรงอัตสภาพไว้ได้ ดังนี้ สิ่งทั้งหลายจึงไม่อาจ
มีตัวตน ปราศจากอัตสภาพที่สมบูรณ์ เมื่อปราศจากอัตสภาพ
ณ จุดหนึ่งแห่งกาลเวลา เมื่อช่วงเวลาผ่านไปขณะหนึ่ง ก. มิใช่ ก. อีกต่อไป



อนิจจังเป็นเพียงอีกชื่อหนึ่งหรือช่วงหนึ่งของอนัตตานั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง
ย่อมเป็นอนิจจังอยู่ในกาลและเป็นอนัตตาอยู่ในเทศะ ดังนี้ไม่เพียงแต่
เป็นอนิจจังและอนัตตาตามปรากฏการณ์ทางกายภาพเท่านั้น แม้ในปรากฏการณ์
ทางจิตก็เช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากกายและจิต อันเราทุกผู้มีอยู่

อย่างไรก็ดี หลักอนิจจังและหลักอนัตตา หาใช่อะไรอื่นไม่นอกจากสัจจะที่ค้นพบจากความเป็นจริงที่เป็นอยู่ ด้วยเจตนาเพื่อจะได้พบกฏแห่งกรรม แต่ก็มีคนเป็นอันมากที่มิได้ทราบความจริงข้อนี้พากันพูดว่า อนัตตาและอนิจจังเป็นรากฐานของศีลธรรมในทางลบและเป็นไปในแง่ร้าย เขามักจะกล่าวว่า " หากแม้นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจังและอนัตตาแล้วไซร้ จะดิ้นรนขวนขวายไปครอบครองอะไรให้ยากลำบากทำไมเล่า " นี้นับว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิที่มีต่อสารัตถะแห่งพระพุทธศาสนา เราย่อมรู้กันอยู่ว่าพุทธศาสนานั้นมุ่งที่จะขจัดผลกรรมด้วยวิถีทางแห่งปัญญา จึงควรพิจารณาหลักการต่าง ๆ ในพุทธศาสนาโดยอนุโลมตามหลักแห่งความเข้าใจ และไม่ควรจะรีบร้อนไปสรุปในเรื่องกฏแห่งกรรม ดังนั้นหลักอนิจจังและอนัตตาจึงเป็นหลักที่ควรจะศึกษา ในฐานะที่เป็นหลักการอันจักชี้นำไปสู่สัมมาทัศนะ หรือสัมมาทิฏฐิเป็นข้อต้น


บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #13 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 06:54:19 AM »





วัตถุธรรมกับสัญลักษณ์

หลักอนัตตาช่วยส่องแสงให้เห็นถึงช่องว่างอันกว้างใหญ่
ที่เปิดอยู่ระหว่างตัววัตถุ ( ธรรม ) กับตัวสัญลักษณ์ ( บัญญัติ )

ที่เราใช้อยู่ วัตถุเป็นสิ่งที่มีพลังและมีชีวิตชีวา ขณะที่สัญลักษณ์ที่เราใช้แทน
มันออกจะคับแคบและตายตัว

สมมติว่ามีโต๊ะอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อเรามองเห็นโต๊ะ เราก็สร้างภาพพจน์และความคิดเกี่ยวกับโต๊ะขึ้นในใจ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นโต๊ะนั้นไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากสัญลักษณ์ที่เราคิดขึ้น ในขณะที่โต๊ะจริง ๆ นั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งผิดออกไปจากความคิดของเราโดยสิ้นเชิง เราก็มีความคิดอันกะพร่องกะแพร่งว่า โต๊ะนั้นมีลักษณะต่าง ๆ คือ ทำด้วยไม้ มีสีน้ำตาล แข็ง สูงสามฟุต เก่า ฯลฯ คิดอยู่แต่สิ่งเหล่านี้ แต่โต๊ะจริง ๆ นั้นหาได้กะพร่องกะแพร่งเช่นนี้ไม่ นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์อาจบอกเราได้ว่า โต๊ะนั้นหาใช่ชิ้นวัตถุอันอยู่นิ่งตายตัวไม่

เพราะมันประกอบด้วยปรมาณูนับล้าน ๆ ตัว ซึ่งมีอีเล็กตรอนเคลื่อนที่วนเวียนคล้ายกับฝูงผึ้ง และหากเราสามารถนำปรมาณูเหล่านี้มาเรียงต่อกัน ก็จะได้สารที่มีขนาดเล็กกว่านิ้วมือเสียอีก โดยความเป็นจริง โต๊ะตัวนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งด้วยกาละและเทศะ มันต่อเนื่องเปลี่ยนแปลงไปจนเราอาจเรียกมันว่า " สิ่งที่ไม่ใช่โต๊ะ "ปรมาณูเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งว่าหากเรานำเอา " สิ่งที่ไม่ใช่โต๊ะ " ออกไปจากโต๊ะแล้ว ตัวโต๊ะเองก็จะไม่สามารถคงอยู่อีกต่อไป

ป่าไม้ ต้นไม้ เลื่อย ค้อน ช่างทำโต๊ะ ก็เป็นอีกอีกส่วนหนึ่งของ " สิ่งที่ไม่ใช่โต๊ะ "นี้ และยังมีอย่างอื่นอีกซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ " สิ่งที่ไม่ใช่โต๊ะ " นี้ ดังเช่น บิดามารดาของช่างทำโต๊ะ ข้าวที่เขากิน ช่างตีเหล็กซึ่งเป็นผู้ทำค้อน ฯลฯ ถ้าเรารู้จักมองดูโต๊ะ ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โต๊ะนี้ เราก็อาจจะกล่าวได้ว่าการดำรงอยู่ของโต๊ะย่อมขึ้นอยู่กับการคงอยู่ของ " สิ่งที่ไม่ใช่โต๊ะ " ด้วย ซึ่งสิ่งที่ไม่ใช่โต๊ะนี้คือความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อันมีอยู่ระหว่างทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล ความคิดแบบนี้ได้แสดงอยู่ในระบบอวตังสกะในพุทธศาสนา ด้วยความคิดเกี่ยวกับสหสัมพันธ์สมุฏฐาน คือ ความคิดที่ว่า หนึ่งเดียวก็คือสรรพสิ่ง และ สรรพสิ่งคือหนึ่งเดียว



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #14 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2011, 07:21:30 AM »





หลักสหสัมพันธ์แห่งสรรพสิ่ง

หลักแห่งเหตุผลมีชื่อเรียกกันตามภาษาทางพุทธศาสนาว่า
หลักอิทัปปัจจยตา
ความเกิด ความเจริญ และความเสื่อมของสิ่งต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ อย่าง

มิใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียว การคงอยู่ของสิ่งสิ่งหนึ่ง ( ธรรมะ ) ย่อมต้องขึ้นอยู่
กับการคงอยู่ของทุก ๆสิ่ง พระอริยบุคคลผู้ตรัสรู้ชอบแล้ว
มิได้แลเห็นสิ่งต่าง ๆ แยกออกจากกันอยู่อย่างโดด ๆ แต่ได้แลเห็นความจริงทั้งหมด
ที่เปิดเผยออกอย่างสมบูรณ์


พระเซนชาวเวียดนามในสมัยศตวรรษที่ ๑๒ ชื่อท่านเด๋าฮัน ได้กล่าวไว้ว่า



" ถ้าจะพูดถึงเรื่องการดำรงอยู่
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดำรงอยู่ แม้แต่ผงธุลีอันละเอียดยิบ
ถ้าจะพูดถึงเรื่องความว่าง
ทุกสิ่งทุกอย่างก็ว่าง แม้แต่ จักรวาลนี้ "


หลักอนัตตา มีจุดมุ่งหมายที่จะนำแสงสว่างมาส่องให้เห็นถึง " กระบวนการ
อิทัปปัจจยตา อันเป็นธรรมชาติแห่งสรรพสิ่ง "
ในขณะเดียวกัน
หลักการอันนี้ยังช่วยเราให้เห็นข้อเท็จจริง

ของความคิดของเราที่มีต่อสรรพสิ่งอีกด้วย การจำแนกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นฝักฝ่าย
เป็นหมวดหมู่ เช่น การดำรงอยู่ ( อัตถิภาวะ )
การไม่ดำรงอยู่ ( นัตถิภาวะ ) เอกภาพ( เอกัตตะ )สหภาพ ( นานัตตะ ) ฯลฯ

สัญลักษณ์เหล่านี้ไม่อาจสะท้อนความจริงได้อย่างตรงไปตรงมาและไม่ก่อให้เกิดการรับรู้
ที่ถูกต้องได้ หากแสดงให้เราเห็นถึงโลกแห่งความคิดกับโลก
แห่งความจริง
ว่าเป็นคนละโลกกัน

 
เตือนให้เรารู้ว่าความรู้อันเกิดจากการคิดไตร่ตรองนั้น มิใช่เครื่องมือที่จะ

ใช้ค้นหาสัจจะได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้หมายถึง คำพูดที่เราใช้กันอยู่ ย่อมไม่สามารถแสดงสัจจะ
อันเกี่ยวกับความเป็นจริงอันสูงสุดได้




มีต่อค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 17, 2011, 04:48:11 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #15 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 05:44:54 PM »





อภิปรัชญา : เรื่องไร้สาระ

ข้อสังเกตุจากบทก่อน นับว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับเซน
จนอาจพูดได้ว่าหลักการต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น
เป็นจุดเริ่มต้นแห่งพุทธศาสนา และในขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นของเซนด้วย


ถ้าการขบคิดใคร่ครวญไม่อาจแสวงหาความจริงออกมาได้แล้ว ความรู้ที่เกิดจากการนึกคิด
อนุมานเอาเกี่ยวกับความเป็นจริงจึงอาจถือได้ว่าเป็นความรู้ที่ผิด

ตามที่มีปรากฏอยู่บ่อยครั้งที่พระพุทธเจ้ามักจะตรัสบอกสาวกของพระองค์
ไม่ให้เสียเวลาและพลังงานไปในการขบคิดเกี่ยวกับอภิปรัชญา

ทุกครั้งที่มีผู้ถามพระองค์ในปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอภิปรัชญา พระองค์ได้แต่ทรงดุษณี
โดยไม่ตอบคำถาม

พระองค์มักจะทรงแนะให้สาวกหันมาเอาใจใส่และมีความเพียรในการปฏิบัติธรรม
วันหนึ่งมีผู้ถามพระองค์เกี่ยวกับเรื่องอายุขัยของโลก
ว่าโลกนี้มีวันสิ้นสุดหรือไม่สิ้นสุด  พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า


" ไม่ว่าโลกนี้จะมีจุดจบหรือไร้จุดจบ ไม่ว่าโลกนี้จะมีขอบเขตหรือไร้ขอบเขต
เรื่องการหลุดพ้นจากวัฏสงสารก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม "



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #16 เมื่อ: มีนาคม 11, 2012, 06:03:55 PM »





และยังมีอีกคราวหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า

" สมมติว่ามีบุรุษผู้หนึ่ง ถูกปักตรึงด้วยลูกศรอาบยา และแพทย์ผู้รักษาประสงค์จะผ่าลูกศรนั้นออกในทันที
หากบุรุษนั้นไม่ยินยอมจะผ่าให้ลูกศรออก จนกว่าเขาจะได้รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ยิงมีชื่อว่าอะไร มีอายุเท่าใด

บิดามารดาโคตรวงค์มีนามว่าอะไร ด้วยเหตุใดจึงมาทำร้ายเขาครั้นเมื่อได้รู้สิ่งเหล่านี้แล้ว
จึงจะยอมให้ถอนลูกศรออก ดังนี้แล้วจะยังรู้ละหรือว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับคนคนนั้น
ถ้าเขายังต้องรอให้ได้รับคำตอบทั้งหมดนี้
ตถาคตเกรงว่าบุรุษผู้นั้นคงจะสิ้นชีพไปเสียก่อน
จะได้ทันรักษาเยียวยา "

ชีวิตนี้สั้น เราย่อมไม่อาจที่จะใช้ชีวิตที่มีเวลาอยู่อย่างแสนสั้นนี้ไปในการขบคิดใคร่ครวญ
เรื่องทางอภิปรัชญาอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เพราะอภิปรัชญาไม่อาจนำไปสู่สัจจะอันยิ่งใหญ่ได้เลย

แต่ถ้าหากว่าความรู้อันเกิดจากการนึกคิดทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเสียแล้ว เราจะใช้
เครื่องมืออะไร
ในการแสวงหาความจริง

ถ้าตอบตามแบบพุทธศาสนา ก็ถือว่าบุคคลอาจเข้าถึงสัจภาวะได้ด้วยประสบการณ์โดยตรงเท่านั้น
ด้วยการศึกษาเล่าเรียนและการใคร่ครวญนั้นมีพื้นฐานอยู่บนความนึกคิด

ก็ในกระบวนการนึกคิดนั้นเรามักจะตัดความจริงออกเป็นส่วน ๆ คล้ายกับว่าความจริงเสี้ยวเล็ก ๆ
ที่ตัดออกมาเป็นอิสระ
  ไม่เกี่ยวข้องกับความจริงเสี้ยวอื่น ๆ


การจัดระบบเช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความคิดแบบวิกัลปะ คือการใช้ปัญญาในการคิดแยกแยะ
ซึ่งมีปรากฏอยู่ในนิกายวิญญาณวาท
ของฝ่ายมหายาน

ส่วนนิกายทางฝ่ายที่เราแสวงหาประสบการณ์จากสัจจะโดยตรง โดยไม่อาจอาศัยประสบการณ์
ผ่านมาทางการนึกคิด เรียกกันว่า นิรวิกัลปญาณ คือความหยั่งรู้โดยไม่ต้องใช้ปัญญาแยกแยะ

ปัญญาชนิดนี้เป็นผลมาจากสมาธิภาวนา ซึ่งนับเป็นความรู้เกี่ยวกับสัจภาวะอย่างสมบูรณ์และเกิดขึ้นโดยตรง
เป็นความรู้ชนิดที่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างอัตตา ( ผู้รับรู้ ) และกรรม ( ผู้ที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ )
ซึ่งเป็นความรู้ชนิดที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้ความนึกคิดและแสดงออกมาโดยภาษาพูด



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 10, 2012, 09:37:59 AM »





เป็นตัวประสบการณ์นั้นเอง

สมมติว่าท่านกำลังอยู่ที่บ้านของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าได้เชิญท่านดื่มน้ำชา
ท่านก็ยกถ้วยขึ้นจิบชาในถ้วย รู้สึกว่าท่านพอใจในรสชาติของชา

ท่านวางถ้วยลงบนโต๊ะและเราก็สนทนากัยต่อไป ทีนี้หากข้าพเจ้าจะถามท่านว่า ท่านรู้สึกว่า
ชาเป็นอย่างไร ท่านย่อมเริ่มใช้ความจำ ความนึกคิด และใช้ศัพท์แสงทางภาษาพูด

เพื่อที่จะบรรรยายถึงรสชาติของชาออกมา เช่น ท่านอาจพูดว่า " ชาดีมากเป็นชาเตี้ยกวนหยิง
ทำจากโรงงานที่กรุงไทเป เมื่อจิบแล้วก้รู้สึกชุ่มชื่น " ท่านอาจแสดงความรู้สึกออกมาได้หลายวิธี

แต่ความคิดและคำพูดเหล่านี้เป็นเพียง " การบรรยายประสบการณ์ที่เกิดจาก
การดื่มชาเท่านั้น หาใช่ตัวประสบการณ์โดยตรงไม่ "




ตามความเป็นจริงแล้ว ในประสบการณ์โดยตรงที่เกิดจากการดื่มชา
ท่านคงไม่ได้แยกว่าตัวท่านเองเป็นผู้ลิ้มรสและชาเป็นรส

ท่านคงไม่ได้คิดว่าชานั้นเป็นชายี่ห้อเตี้ยกวนหยิงชนิดดีหรือเลวจากไทเปหรือจากใหน
ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ภายในที่ไม่มีความคิดและคำพูดมาจำกัดขอบเขต

ความรู้สึกล้วน ๆ นี้ย่อมเกิดมาจากประสบการณ์ ท่านอาจบรรยายความรู้สึกออกมา
เท่าที่ท่านต้องการ

แต่มีเพียงตัวท่านเองเท่านั้นที่เป็นพยานในการรับรู้ประสบการณ์ในการดื่มชานั้น
เมื่อผู้อื่นได้มาฟังท่านพูด เขาก็คงได้แต่สร้างความรู้สึกขึ้นมาใหม่

 โดยอาศัยพื้นฐานจากประสบการณ์เกี่ยวกับการดื่มชาที่เขามีอยู่ในอดีต แม้แต่ตัวท่านเอง
ก็เช่นกัน เมื่อท่านพยายามที่จะบรรยายประสบการณ์ของท่านออกมา



คำบรรยายนั้นก็หาใช่ " ตัวประสบการณ์แท้ ๆ " ที่ท่านได้รับไม่ ด้วยประสบการณ์แท้ ๆ นั้น
ท่านได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับชา
ไม่มีผู้ดื่ม ไม่มีชา ไม่มีการให้คุณค่า ไม่มีการแบ่งแยก

ความรู้สึกอันไม่มีอื่นใดเจือปน
นี้แหละ อาจยกมาเป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นแทน นิรวิกัลปญาณ
( การหยั่งรู้โดยไม่ต้องใช้ปัญญาแยกแยะ )
ซึ่งเป็นปัญญาเครื่องนำเราให้เข้าสู่หัวใจแห่งความเป็นจริง



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2012, 04:15:04 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 10, 2012, 10:04:37 AM »





ช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้  

การที่จะเข้าถึงสัจจะได้ มิใช่ด้วยการสะสมความรู้ แต่ด้วยการตื่นขึ้นในท่ามกลางแก่นแท้แห่งความเป็นจริงเท่านั้น ความจริงทั้งสิ้นจะเปิดเผยตัวเองออกมาอย่างหมดจดในช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้ ด้วยแสงสว่างแห่งการรู้แจ้งเห็นแจ้งนี้ ย่อมสมบูรณ์ในตนเองชนิดที่เรียกว่า ไม่มีอะไรจะต้องเพิ่มเข้ามา หรือไม่มีอะไรที่ขาดตกบกพร่องไป อารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากความนึกคิดนั้นจะไม่สามารถมีอิทธิพลต่อมนุษย์ได้อีกต่อไป ถ้าหากว่าท่านโพธิธรรมเป็นพระอริยบุคคลในอุดมคติแล้ว ก็ด้วยเหตุว่า ท่านมีภาพพจน์เป็นเอกบุรุษ ผู้สามารถทำลายโซ่ตรวนแห่งมายา ซึ่งได้พันธนาการมนุษย์ไว้ในโลกแห่งอารมณ์ลงได้



และค้อนซึ่งใช้ทุบโซ่ตรวนนั้นให้ขาดสะบั้นลงก็คือการปฏิบัติเซน
ในช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้นั้น อาจสังเกตเห็นได้จากเสียงหัวเราะที่ระเบิดขึ้นมา

แต่เสียงหัวเราะนี้ มิใช่เสียงหัวเราะของผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับมหาโชคอย่างทันทีทันใด
ทั้งมิใช่เสียงหัวเราะของผู้ชนะ
แต่เป็นเสียงหัวเราะของผู้หนึ่ง ซึ่งหลังจากได้แสวงหาอะไรบางอย่าง อย่างรวดร้าว
มาเป็นเวลานาน
ในที่สุด เช้าวันหนึ่งก็ได้พบสิ่งนั้น
อยู่ในกระเป๋าเสื้อของตนนั่นเอง

วันหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าที่ประชุมสงฆ์ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ขณะที่สงฆ์ทุกรูปกำลังรอสดับพระธรรมเทศนาประจำวันอยู่ แต่พระองค์ก็ยังทรงอยู่ในอาการดุษณีภาพ หาได้เอ่ยวาจาใดไม่ ชั่วขณะหนึ่งพระพุทธองค์ทรงยกหัตถ์ขวาอันบรรจงจับดอกบัวชูขึ้น มองดูสังฆสภาโดยมิได้ตรัสแต่ประการใด พระภิกษุสงฆ์ทุก ๆ รูปเพ่งดูพระองค์อย่างไม่เข้าใจ มีเพียงแต่พระมหากัสสปรูปเดียวเท่านั้นที่แลดูพระพุทธองค์ด้วยดวงตาอันเปล่งประกายจำรัสพร้อมกับรอยยิ้มละไม ครั้นแล้วพระพุทธองค์จึงตรัสขึ้นในท่ามกลางที่ประชุมว่า



" ตถาคตเป็นผู้มีญาณทัสนะอันรู้จบพร้อมในธรรม ตถาคตเป็นผู้มีดวงจิต
อันหลุดพ้นแล้ว
คือมีพระนิพพานเป็นที่พักอาศัย ตถาคตเป็นผู้ธำรงสัจจะอันบริสุทธิ์ไม่เคลือบคลุม
สิ่งใดอันตถาคตเป็น ธรรมใดตถาคตรู้

สิ่งนั้น ธรรมนั้น ตถาคตได้ถ่ายทอดให้แก่มหากัสสปโดยครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว "



พระมหากัสสปถึงช่วงเวลาแห่งการตรัสรู้ เมื่อพระพุทธองค์ชูดอกบัวขึ้นถ้าพูดกันอย่างเซนแล้วก็ต้องว่าท่านได้รับ " ตราแห่งจิต " มาจากพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงส่งทอดปัญญาญาณจากจิตสู่จิต พระพุทธองค์ได้ทรงหยิบดวงตาแห่งจิตอันใช้สำหรับประทับถือไว้ในพระหัตถ์ และทรงประทับตรานั้นลงไปบนดวงจิตของพระมหากัสสป รอยยิ้มของพระมหากัสสปก็เป็นเช่นเดียวกับการเปล่งเสียงหัวเราะของอาจารย์เซนนั่นเอง พระมหากัสสปตรัสรู้โดยอาศัยดอกไม้ ในทำนองเดียวกับอาจารย์เซนหลาย ๆท่าน ที่บ้างก็ตรัสรู้เมื่อได้ยินเสียงสะท้อน บ้างก็ตรัสรู้เมื่อโดนเตะอย่างหนักหน่วง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 05, 2012, 04:21:18 PM โดย dhita » บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 10, 2012, 10:52:59 AM »





ภาค ๓ สนในสวน
ภาษาเซน

แก่นหลักของเซนคือการตื่นขึ้น นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เราไม่อาจพูดคุยกันได้
เกี่ยวกับเรื่องเซน ผู้ใดอยากรู้เรื่องเซน ผู้นั้นจะต้องปฏิบัติเอง
หาประสบการณ์เอง
การตื่นขึ้นนั้นเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ ฉายรัศมี
แพรวพราวดุจดังดวงอาทิตย์
บุคคลผู้รู้แจ้ง บุคคลผู้ตื่นขึ้นจากความหลับใหลแล้ว ย่อมมีที่ให้สังเกตเห็น
ได้บางประการ ประการแรกคือ ความเป็นอิสรภาพหลุดพ้นจากข้อผูกพันทั้งปวง
เขาย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งความเปลี่ยนแปลงของชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความรื่นเริง ความหงุดหงิด ความสำเร็จ ความล้มเหลว ฯลฯ
ดังนั้นจึงมีพลังอำนาจแห่งจิต ซึ่งแสดงออกมาในรูปของรอยยิ้ม
อันสงบสุขุมอย่างสุดที่จะพรรณา และความสงบรำงับแห่งอากัปกิริยาไม่อาจนับว่า
เป็นเรื่องเกินความจริง หากจะกล่าวว่า รอยยิ้มสายตา ถ้อยคำ
และอาการทั้งหมดของบุคคลผู้ตื่นแล้ว ผู้รู้แจ้งแล้ว ย่อมประกอบขึ้นเป็น
" ภาษาแห่งการรู้แจ้ง "
ซึ่งอาจารย์เซนได้ใช้ภาษาเหล่านี้แหละในการชี้นำศิษย์ของตน

อาจารย์เซนก็ยังคงใช้ความคิดและถ้อยคำเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
เพียงแต่ว่า ท่านมิได้ถูกจำกัดหรือติดยึดอยู่กับการกับการนึกคิดและถ้อยคำเหล่านั้น
ภาษาของเซนมุ่งที่จะทำลายตัวตนของผู้ที่รู้จักแต่เพียงการคิด
โดยใช้สัญลักษณ์ลงภาษาของเซนทำให้คนเหล่านั้นจนแต้ม ซึ่งอาจจะพลิกเขา
กลับไปสู่มรรคผลแห่งการ ตรัสรู้ ได้ในที่สุด

ขอให้ลองพิจารณาการสนทนาที่ตัดตอนมาสองเรื่องนี้ดู



- ๑ -
เจาจู ถาม นานจว๋าน ว่า อะไรคือมรรค
นานจว๋าน : คือ จิตทุกขณะ
เจาจู : หากเป็นดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีการบรรลุถึงหรือไม่
นานจว๋าน : ความปรารถนาที่จะบรรลุถึงมรรค ย่อมเป็นสิ่งขัดแย้งกับมรรคอยู่แล้ว
เจาจู : หากไร้ความปรารถนาเสียแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือมรรค
นานจว๋าน : มรรคนั้นมิได้อยู่ที่ว่า " รู้ " หรือ " ไม่รู้ " ถ้ามีใครคนหนึ่งที่ " รู้ "

ความรู้นั้นก็เป็นเพียงสิ่งที่ประกอบขึ้นมาจากความนึกคิด ถ้า " ไม่รู้ " ความไม่รู้
นั้นก็หาได้แตกต่างไปจากสิ่งไร้ชีวิตทั้งหลายไม่
ถ้าท่านได้ไปจนถีงสภาวะอันเป็นที่สิ้นสุดแห่งความสงสัยทั้งมวล ท่านก็จะแลเห็น
จักรวาลอันไร้ขอบเขตเปิดโล่งอยู่เบื้องหน้า
จักรวาลอันสรรพสิ่งได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวนี่แหละ ใครจะเป็นผู้แบ่งแยกสรรพสิ่ง
ในขณะที่อาศัยอยู่ในโลก
อันกลมกลืน




-๒-
พระรูปหนึ่งมาถามอาจารย์เจาจู ว่า : อะไรคือความปรารถนาของท่านโพธิธรรม
เมื่อท่านเดินทางมาสู่ประเทศจีน
อาจารย์เจาจู ตอบว่า : จงมองดูต้นไม้ในสวน

บทสนทนาข้อต้นมุ่งจะชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคซึ่งสร้างขึ้นโดย วิธีการนึกคิด
และในขณะเดียวกัน ก็นำผู้ถามให้กลับไปสู่
การสำนึกถึง
การไม่แบ่งแยกสิ่งต่าง ๆ และสภาวธรรมต่าง ๆ ออกเป็นส่วน ๆ

บทสนทนาที่สองมุ่งที่จะสั่นคลอนความนึกคิดของผู้ถามและทำให้ผู้ถามตกตะลึง
เพื่อนำไปสู่การรู้แจ้ง
ถ้าหากจิตใจของบุคคลสุกงอมพอแล้ว การตรัสรู้ก็อาจปรากฏขึ้นมาในตัวของเขา

อาจารย์เซนผู้รู้ชอบแล้ว ย่อมมีญาณพิเศษที่อาจหยั่งรู้ถึงอารมณ์ความนึกคิด
ของศิษย์ ด้วยเหตุที่ท่านล่วงรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของศิษย์นี่เอง ท่านจึงอาจหาวิธีการ
ที่มีประสิทธิภาพที่จะนำศิษย์ของท่านให้ก้าวล่วงสู่ภพอันตื่นแล้ว ภาษาของเซน
อาจนับเป็นหนึ่งในวิธีการเหล่านี้ ด้วยมุ่งที่จะช่วยเหลือผู้ฝึกฝน
ภาษาเหล่านี้จะต้องมีลักษณะ ซึ่ง

๑. ประกอบไปด้วยอำนาจ อันช่วยให้บุคคลหลุดพ้นจากอคติ และความยึดมั่น
ในความรู้ที่ตนมีอยู่
๒. เหมาะสมกับบุคคลแต่ละคน เป็นคน ๆ ไป
๓. เป็นวิธีการที่จัดเจนและมีประสิทธิภาพ




บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #20 เมื่อ: เมษายน 10, 2012, 11:11:46 AM »



  นิ้วชี้กับดวงจันทร์

ความจริงนั้นจะสัมผัสได้ ก็ด้วยประสบการณ์จากชีวิตจริงเท่านั้น
หลักการในพระพุทธศาสนาจึงมิได้มีจุดมุ่งหมาย
ที่จะบรรยายให้เห็นถึงความจริง พุทธศาสนาจึงเป็นเพียงวิธีการ
เป็นเครื่องชี้นำให้ผู้ปฏิบัติได้เข้าถึงความจริงด้วยตนเอง

ใน มหาไวปุลยปูรณพุทธสูตร ปรากฏข้อความความว่า
" หลักการทุกประการที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ อาจเปรียบได้กับ

   " นิ้วอันชี้นำสู่ดวงจันทร์ "
เราใช้นิ้วเพื่อชี้ดวงจันทร์แต่เราจะต้องไม่เกิดความสับสนระหว่าง
นิ้วชี้กับดวงจันทร์ ด้วยนิ้วนั้นหาใช่ดวงจันทร์ไม่
คำว่า อุปายะ ( อุบาย ) ในภาษาสันสกฤต คือสิ่งที่ดัดแปลงขึ้น
โดยจุดมุ่งหมายที่จะเป็นแนวทางแก่บุคคล 
เพื่อทำความเพียรไปสู่การรู้แจ้ง และถ้าถือเอาวิธีการนี้
มาเป็นตัวจุดมุ่งหมายเสียเองแล้วละก็
ย่อมเหมือนดั่งการถือเอาคำอธิบายเกี่ยวกับการตรัสรู้มาเป็นการตรัสรู้เสียเอง
ทำให้อุบายนั้นไม่อาจสัมฤทธิ์ผลได้ ในทางตรงกันข้าม
ก็จะกลับกลายเป็นเครื่องจองจำอันถาวรเสียอีก ในทันใดที่บุคคล
ไปคิดนึกเอาว่านิ้วมือคือดวงจันทร์เองแล้วไซร้ เขาย่อมไม่ปรารถนา
ที่จะมองต่อไปในทิศทางที่นิ้วได้ชี้ไปยังดวงจันทร์อีกเลย

" อุบาย " ในที่นี้ อาจจะเป็นคำพูดประโยคสั้น ๆ หรืออาจจะเป็น
อากัปกิริยาธรรมดาสามัญก็ได้ อาจารย์ใหญ่ ๆ นั้นมักมี
สิ่งที่เรียกว่า อุปายญาณ คือความสามารถที่จะจัดสรรวิธีการต่าง ๆ
มาใช้ให้เหมาะกับสภาพจิตแบบต่าง ๆ ในโอกาสที่ผิดแผกกันไป
การสนทนาระหว่างท่านเจาจูและนานจว๋าน คือตัวอย่างของอุบายเหล่านี้
" ต้นสนในสวน " และ " ดอกไม้ในอุ้งหัตถ์ของพระพุทธองค์ " ก็คืออุบายเหล่านี้


แต่วิธีการเหล่านี้จะเป็นอุบายที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อมีความสอดคล้อง
เหมาะสมกับเหตุการณ์นั้น ๆ
จะต้องมีประสิทธิผลและต้องตอบสนองต่อปัจจัยแห่งอารมณ์ของผู้แสวงหา
หากว่าอาจารย์ไม่เข้าใจถึงสภาพจิตของศิษย์แล้ว
ท่านย่อมไม่สามารถสรรหา อุบายที่มีประสิทธิภาพขึ้นมาได้
วิธีการแบบเดียวกันไม่อาจนำไปใช้กับทุกเหตุการณ์ ดังนั้นอาจารย์จึง
ต้องสรรหาวิธีการต่าง ๆ นานา แล้วแต่ว่าท่านมีความรู้ชัด
ในสภาวะจิตของปัจเจกบุคคลหรือกลุ่มคนเพียงใด

ในพุทธศาสนากล่าวกันว่ามีวิธีเข้าสู่ความจริงถึง ๘๔,ooo วิธี
และพุทธศาสนานิกายเซน ได้นำเอาอุบายที่สำคัญยิ่ง
และมีประสิทธิภาพสูงมาใช้
โดยบรรดาอาจารย์เซน มุ่งประสงค์
ที่จะบันดาลให้ศิษย์ทั้งหลายได้เข้าถึงโมกขธรรมโดยทั่วกัน



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #21 เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 01:50:30 PM »





ถ้าพบพระพุทธองค์ จงสังหารท่านเสีย

สิ่งหนึ่งซึ่งพละกำลังอำนาจอย่างใหญ่ของอุบายนี้คือ การปลดปล่อยตน
ให้พ้นจากที่คุมขังแห่งวิทยาการและอคติ ด้วยบุคคลมักจะยึดมั่น
อยู่กับความรู้ ยึดมั่นอยู่กับนิสัยและอคติของตน
ภาษาเซนจะต้องสามารถช่วยปลดปล่อยให้หลุดพ้นออกมาได้
ในพุทธศาสนาถือว่า ความรู้เป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงของการตรัสรู้ อุปสรรคนี้เอง
ที่เรียกว่าอุปสรรคแห่งความรอบรู้ ความรอบรู้ที่เอ่ยถึงนี้หมายเฉพาะความรู้
ที่อาศัยการนึกคิดเอา คาดคะเนเอา
ถ้าเราติดกับดักของความรู้นี้อยู่ละก็
เราจะไม่มีทางถึงการตรัสรู้ได้เลย



ในพระสูตรแห่งนิทานร้อยเรื่อง ได้เล่าถึงเรื่องราวของพ่อม่ายหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งอาศัย
อยู่กับลูกชายอายุห้าขวบ เมื่อเขากลับมาบ้านก็ได้พบว่าเรือนได้ถูกไฟใหม้
ราบลงและบุตรก็สูญหายไปใกล้ ๆ กับเรือนที่ไฟใหม้นั้น ปรากฏซากศพเด็กไฟใหม
้เกรียมอยู่ศพหนึ่ง เขาเชื่ออย่างยิ่งว่านั่นคือศพลูกชายของเขา จึงได้ร้องไห้คร่ำครวญถึงลูก
แล้วก็จัดศพนั้นไปเผาตามประเพณีของชาวอินเดียในสมัยนั้น เผาเสร็จแล้ว
ก็นำเอาผ้ามาห่อกระดูกและขี้เถ้า เก็บติดตัวไว้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
ไม่ว่าจะในขณะกำลังทำงานหรือพักผ่อน

ที่จริงบุตรชายของเขามิได้ตายจากไป แต่ถูกลักพาตัวไปโดยโจรคณะหนึ่ง
เมื่อบุตรของเขาหนีออกมาได้
จึงกลับไปหาบิดาที่บ้าน เด็กนั้นไปถึงบ้านในตอนเที่ยงคืน ในขณะที่
บิดากำลังจะเข้านอนพร้อมกับห่อผ้าที่บรรจุกระดูก เด็กจึงเข้าไปเคาะประตู

" ใครกันนั่น " บิดาถาม
" บุตรของท่าน "
" เจ้าโกหก บุตรของเราตายไปได้สามเดือนล่วงมาแล้ว "


บิดานั้นเชื่ออยู่เช่นนั้น และก็หายอมไปเปิดประตูไม่ ในที่สุดบุตรของเขาก็จำใจ
ต้องผละจากไป และบิดาผู้น่าสงสารนี้ได้สูญเสียบุตรสุดที่รักของตนไปตลอดกาล



นิทานเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราได้รู้ในบางสิ่งบางอย่าง เชื่อว่ามันเป็นสัจจะ
อันสูงสุดและยึดติดอยู่เพียงนั้น
เราก็จะไม่ยอมเปิดประตูอีกเลย
แม้ว่าตัวสัจจะจะมาเคาะประตูเองก็ตาม ผู้ฝึกฝนเซนจะต้องปลดปล่อยตัวเอง
ออกจากความยึดมั่นถือมั่น
ในความรอบรู้เพื่อที่จะเปิดประตูแห่งตนออกมา สำหรับการเข้าครอบครองแห่งองค์สัจจะ อาจารย์เซนจะต้องช่วยศิษย์ของตนในความพยายามนี้

ครั้งหนึ่งอาจารย์หลินจีได้กล่าวว่า

" สหายผู้ร่วมเดินทางธรรม ถ้าท่านประสงค์ที่จะมองให้เห็นถึงความจริง
อันจริงแท้
แล้ว จงอย่าปล่อยตนให้หลงเชื่อไปกับวาทะของผู้ใด เมื่อท่านได้พบ
ใครก็ตาม ไม่ว่าขณะกำลังไปหรือกำลังจะกลับ ท่านต้องฆ่าเขาเสีย
ถ้าท่านพบพระพุทธองค์ จงสังหารพระพุทธองค์ ถ้าท่านพบพระสังฆราช
จงสังหารพระสังฆราช ถ้าท่านพบนักบุญ จงสังหารนักบุญ นี่เป็นหนทางเดียว
ที่ท่านจะปลดปล่อยตัวเองให้หลุดพ้น และเป็นอิสระโดยตัวของท่านเอง "



สำหรับผู้ซึ่งอุทิศตนเพื่อการปฏิบัติธรรม คำประกาศเช่นนี้ออกจะเป็นเรื่องที่น่ากลัว
เพราะทำให้เขางุนงงและสับสน แต่ผลย่อมขึ้นอยู่กับสภาพจิต
และความสามารถในการรับรู้
ของผู้ได้ยิน ถ้าผู้นั้นเข้มแข็งพอ เขาก็จะ
มีความสามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของใคร
หรืออะไร และย่อมก่อให้เกิดสัจจะอันสูงสุดขึ้นในตน สัจจะนั้นย่อมเป็นจริง

อยู่ในตัวเองหาใช่การนึกคิดเอาไม่ ถ้าหากเราติดยึดอยู่กับความคิดบางอย่าง
และคิดว่านั่นเป็นความจริงเสียแล้ว เราก็จักห่างไกลออกไปจากความจริง
อย่างลิบลับ นี่แหละจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้อง " สังหารและกำจัด "
ความคิดในเรื่องของความจริง เพื่อองค์แห่งความจริงจะได้เปิดเผย
ปรากฏตัวออกมา การสังหารพระพุทธองค์เป็นทางเดียวที่จะได้พบพระพุทธองค์
ความคิดที่เราจินตนาการขึ้นเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกีดขวางไว้

มิให้ได้เห็นพระพุทธเจ้าโดยแท้



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #22 เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 03:08:19 PM »





จงกลับไปล้างจาน

การกลับไปสู่เหย้า การกลับไปแลเห็นธรรมชาติของตน คือ จุดมุ่งหมายของ
ผู้ปฏิบัติธรรม แต่จะกลับไปแลเห็นธรรมชาติเดิมของตนได้อย่างไรเล่า
จำเป็นที่จะต้องมีแสงสว่างสาดส่องอยู่ในการดำรงอยู่ เพื่อจะได้อยู่อย่างมีชีวิตชีวา

อยู่กับปัจจุบัน และมีสติเป็นเครื่องกำหนดรู้ในกิจที่กระทำ หรืออีกนัยหนึ่ง
มีความจำเป็นที่บุคคลจะต้องมองให้เห็นต้นสนในสวน ถ้าหากบุคคลมองไม่เห็น
ต้นสนในสวน ที่อยู่ในสวนของตนเองแล้ว เขาจะแลเห็นธรรมชาติของตนได้อย่างไร

อาจารย์เซนผู้ตรัสรู้ชอบแล้ว คือบุคคลผู้ซึ่งมีดวงตาอันแลเห็นต่อการใช้ชีวิตจริง
ท่านคือผู้ซึ่งได้แลเห็นต้นสนในสวน และรวมทั้งธรรมชาติของตน
หลังจากได้หลงวนเวียนอยู่ในโลกแห่งการนึกคิด โลกแห่งเหตุผล เป็นเวลา
นานนับปี
ดังนั้นท่านจึงไม่ยินยอมที่จะให้ศิษย์ล่องลอยอยู่ในโลกแห่งนึกคิด



และต้องสูญเสียชีวิตไปเปล่า สูญเสียโอกาสที่จะตื่นขึ้นไปอีก
ท่านจะรู้สึก
สงสารศิษย์ทุกครั้ง เมื่อเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องธรรมกายหรือ เรื่องตถตะ
ท่านย่อมรำพึงว่า " บุรุษนี้ปรารถนาจะแสวงหาความจริงจากการนึกคิด "
และท่านจะพยายามอย่างยิ่งที่จะนำศิษย์ให้หลุดพ้นออกมาจากโลกแห่งความ
นึกคิด
เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตจริง " จงมองดูต้นสนในสวน "



ครั้งหนึ่งพระรูปหนึ่งได้ขอร้องให้อาจารย์เจาจูอธิบายให้ฟังเกี่ยวกับเซน
อาจารย์เจาจูจึงถามว่าขึ้นว่า

" เธอฉันภัตตาหารเช้าเสร็จแล้วหรือ "
" ฉันเสร็จแล้วท่านอาจารย์ "
" ดังนั้น เธอจงกลับไปล้างจาน "
" จงกลับไปล้างจาน " นี้ก็เช่นเดียวกับ " จงกลับไปอยู่กับเซน "




แทนที่อาจารย์จะตอบคำถามเกี่ยวกับเซน ท่านกลับเปิดประตูออกและเชื้อเชิญ
ให้ศิษย์เข้ามาในโลกแห่งความจริงของเซนเสียเอง " จงกลับไปล้างจาน "
ถ้อยคำเหล่านี้มิได้มีความหมายลึกลับอันใดที่จะต้องอธิบายกัน มันเป็นคำพูดสามัญ
ตรงไปตรงมา และกระจ่างชัด ไม่ต้องตีความ
มิใช่รหัสนัย แต่มันคือข้อเท็จจริงอันเป็นจริงอย่างยิ่ง



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #23 เมื่อ: เมษายน 20, 2012, 03:40:39 PM »





อภิวัจนะ

ถ้อยคำในพุทธศาสนา เช่นคำว่า ตถตะ สภาวะ ธรรมกาย นิพพาน ฯลฯ
คือตัวสัญลักษณ์ของความจริง แต่หาใช่ตัวความจริงไม่ ในพุทธศาสนานิกายเซน
มิได้ถือว่านามธรรมและสัญลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ สิ่งสำคัญคือตัวความจริง
 
การตื่นขึ้นและการมีสติกำหนดรู้ในปัจจุบันสภาพ
จึงน่าที่จะทำความเข้าใจว่า เพราะเหตุใดคำถามเกี่ยวกับตถตะ พุทธะ ธรรมกาย


 
อาจารย์เซนจึงกระตุ้นให้ผุดออกมาจากภายในสู่ภายนอก
ขอให้ลองมาพิจารณาถึงปัญหา ซึ่งศิษย์เซนมักจะถามอาจารย์ของตนว่า
" พุทธะ คืออะไร " และนี่คือตอบต่าง ๆ
อันอาจนับได้ว่าเป็น อภิวัจนะ



" พระพุทธเจ้าหรือ อยู่ในสถานศักดิ์สิทธิ์นั่นไง "
" พระองค์ทำด้วยดินเหนียว และถูกห่อหุ้มด้วยทอง "
" อย่าพูดจาไร้สาระ "
" ภยันตรายมาจากปากของเธอเอง "
" เราถูกล้อมรอบอยู่ด้วยภูเขา "
" จงมองดูชายผู้มีอกเปลือยเปล่า และเดินไปด้วยเท้าเปล่านั่นสิ "


บางทีคำตอบเหล่านี้อาจจะทำให้เรางุนงง แต่บุคคลผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ด้วย
การกำหนดรู้ในสภาวะปัจจุบัน ย่อมอาจจะถึงการตรัสรู้ด้วยคำตอบอันใดอันหนึ่ง
ในคำตอบเหล่านี้ และบุคคลผู้ซึ่งหลงวนเวียนอยู่ในความหลงลืม
ก็อาจจะตื่นขึ้นด้วยคำตอบนี้ รวมทั้งบุคคลซึ่งวนเวียนอยู่แต่ในเรื่องของนามธรรม
ก็อาจจะกลับมาสู่ความเป็นจริงด้วยอาศัยคำตอบเหล่านี้เช่นกัน




บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #24 เมื่อ: เมษายน 21, 2012, 06:15:23 AM »





กุงอัน

กล่าวกันว่ามีการสนทนาสั้น ๆ ระหว่างอาจารย์เซนกับศิษย์
กว่า ๑,๗๐๐ ชนิด ซึ่งอาจนำมาใช้เป็นกุงอันได้
มีผู้เข้าใจกันว่ากุงอันเป็นข้อใหญ่ใจความ ที่นำมาใช้ในการฝึกฝนสมาธิชนิดหนึ่ง
แต่หาใช่เสียทีเดียวไม่

กุงอันเป็นภาษาจีน ( อ่านว่า โกอัน ในภาษาญี่ปุ่น ) แปลตามรากศัพท์เดิมว่า
เอกสารทางการตัดสินความ ที่แปลกันอยู่ทั่วไปเป็นภาษาไทย
มักเรียกว่าปริศนาธรรมกุงอัน ใช้เป็นวิธีในการฝึกหัดเซน
ผู้ฝึกฝนย่อมใช้กุงอันในการปฏิบัติสมาธิ จนกระทั่งจิตใจของเขาตื่นขึ้น พูดง่าย ๆ
คืออาจเปรียบกุงอันเหมือนกับโจทย์ทางคณิตศาสตร์
ซึ่งนักเรียนจะต้องทำเพื่อหาคำตอบออกมาแต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อแตกต่างอยู่
ระหว่างกุงอันกับโจทย์คณิตศาสตร์นั้นมีวิธีทำอยู่ในตัวโจทย์เอง
แต่คำตอบของกุงอัน กลับมีอยู่ในชีวิตของผู้ฝึกฝน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง กุงอันคือเครื่องมืออันมีประโยชน์ ที่ใช้สำหรับการบำเพ็ญเพียร
เพื่อการตรัสรู้
เหมือนกับจอบเป็นเครื่องมืออันมีประโยชน์สำหรับ
ใช้ทำงานบนพื้นดิน สิ่งที่จะได้รับเป็นผลตอบแทนจากการทำงานบนพื้นดิน
ขึ้นอยู่กับ บุคคล ผู้ทำการงานมิใช่ขึ้นอยู่กับจอบ



กุงอันจึงมิใช่ข้อปัญหาอันจะต้องเฉลย นี่เป็นเหตุที่ทำให้ไม่อาจพูดได้
อย่างเต็มที่ว่า กุงอันเป็นข้อใหญ่ใจความสำคัญของการปฏิบัติสมาธิภาวนา
และมิได้เป็นจุดมุ่งหมายหรือตัวสมาธิภาวนา
ด้วยกุงอัน เป็นเพียงอุบายซึ่งช่วยให้ผู้ฝึกฝนได้ไปถึงจุดหมายของเขา

กุงอันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ถัง ผู้ฝึกฝนเซนแต่ละคน
ต่างก็มีกุงอันของตนไว้สำหรับพิจารณา แต่ในสมัยก่อนหน้าราชวงศ์ถังขึ้นไป
อาจารย์เซนไม่ค่อยใช้กุงอันกันเท่าไหร่นัก ด้วยการฝึกฝนเซนนั้น
กุงอันมิใช่บางสิ่งบางอย่าง อันสูงสุดชนิดที่มิอาจขาดได้ หากเป็นเพียงอุบาย
ซึ่งอาจารย์เซนได้สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อช่วยศิษย์ในการแสวงหาตามทาง
ของแต่ละคน และกุงอันเองยังอาจจะกลับกลาย เป็นอุปสรรคอย่างใหญ่
ต่อการ ตรัสรู้ ได้เสียอีก หากผู้ฝึกมัวไปคิดว่ามีสัจจะแฝงอยู่ใน กุงอัน
และสามารถแสดงสัจจะนั้นออกด้วยระบบของการใช้ความนึกคิด

ท่านฮะกุอิน อาจารย์เซน( พระเซนชาวญี่ปุ่นนิกายรินซาย )
มักจะยกมือข้างหนึ่งของท่านขึ้น พร้อมกับถามศิษย์ของท่านว่า
" เสียงของการตบมือข้างเดียวเป็นอย่างไร "
นี่แหละคือกุงอัน


ผู้คนมักจะคิดทบทวน มักจะต้องการรู้ว่าเสียงซึ่งเกิดจากมือข้างเดียวนั้นเป็นอย่างไร
จะมีความหมายอันยิ่งใหญ่ซึ่งแฝงเร้นอยู่ในคำถามนี้หรือไม่ ถ้าไม่มี เหตุใดท่านฮะกุอิน
จึงได้ถามปัญหาขึ้นและถ้าหากว่ามีคำตอบอยู่จริงแล้ว จะหาคำตอบนั้นได้อย่างไร

ปัญญาของเรามักจะสร้างหลักการแห่งเหตุผลขึ้น และใช้ในการแสวงหาสัจจะ
ซึ่งที่จริงแล้วเหมือนกับรถไฟ ซึ่งมีรางทอดยาวอยู่เบื้องหน้าและพุ่งตามรางไปเรื่อย ๆ
ครั้นมาบัดนี้ รางได้ถูกตัดขาดและรื้อถอนออกเสีย ความเคยชินแต่ดั้งเดิมก็ยังฝืน
สร้างรางอันเป็น มายา ขึ้น
เพื่อให้รถไฟแห่งปัญญาสามารถแล่นต่อไปเบื้องหน้า
เหมือนแต่ก่อน จงระวังไว้ให้ดี
หากยังขืนแล่นต่อไปเบื้องหน้า ก็จะตกอยู่ในหายนะภัยอันใหญ่หลวง



บันทึกการเข้า
มะรุม
Newbie
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 36



« ตอบ #25 เมื่อ: เมษายน 24, 2012, 09:15:24 PM »

ขอบคุณมากนะค่ะ ขออนุญาตินำไปเผยแพร่ต่อนะค่ะ 
บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #26 เมื่อ: เมษายน 25, 2012, 02:08:53 PM »



ขอบคุณมากนะค่ะ ขออนุญาตินำไปเผยแพร่ต่อนะค่ะ 


  ค่ะ




บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #27 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2012, 02:26:29 PM »





" เสียงของการตบมือข้างเดียวเป็นอย่างไร "

คำถามเช่นนี้ เหมือนกับขวานซึ่งตัดรางที่อยู่เบื้องหน้ารถไฟออก
ทำลายนิสัยชอบคิดชอบค้นคว้าในตัวเรา และถ้าหากว่าผลไม้สุกงอมพอแล้ว
หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่าจิตของเราได้ตระเตรียมไว้ดีแล้ว คมขวานที่ฟาดฟัน
ลงไปนี้ก็จะช่วยให้เรา หลุดพ้นจากพันธนาการ ซึ่งได้ผูกมัดเราให้อยู่ในโลกซึ่ง
" มีชีวิตอยู่ดังคนที่ตายแล้ว " มาเป็นเวลาหลายปี และช่วยนำเรากลับมาสููู่่่
การมีชีวิตอยู่ในความเป็นจริง แต่หากเราไม่พร้อมที่จะรับความจริง เราก็ท่องเที่ยว 
" แสวงบุญ "  อย่างไร้สาระต่อไป ในโลกของการ  " นึกคิด "

" เสียงของการตบมือข้างเดียวเป็นอย่างไร "

คำถามท้าทายอยู่เบื้องหน้าของเราแล้ว และเราก็พากันขบคิดอย่างเคร่งเครียด
เราสร้างภาพพจน์ของ " เสียงตบมือข้างเดียว " ตั้งร้อยตั้งพันแบบต่าง ๆ กัน
แต่อาจารย์ ก็บอกกลับมาว่า " ไม่ใช่ " อยู่เสมอ เมื่อหมดหนทางเข้า เราก็ชัก
จะบ้าคลั่ง ขาดสติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุมาจาก " กุงอัน " อันน่าสาปแช่งนี้

และในช่วงเวลาอันเป็นจุดวิกฤติอย่างร้ายแรงนี้เอง แน่นอนอย่างยิ่งว่าหนทาง
กลับไปสู่ตนเองก็ได้เริ่ม ดังนั้น " เสียงของการตบมือข้างเดียว "อาจจะ
กลายเป็นดวงอาทิตย์ซึ่งฉายลงมายังความเป็นอยู่ของเราก็อาจจะเป็นได้

เสียงเหย็น เป็นศิษย์ของอาจารย์โปจัง เสียงเหย็นเป็นคนเอาใจใส่ ขยันขันแข็ง
แม้เมื่ออาจารย์ของท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านก็ยังมิได้ตรัสรู้ ท่านจึงได้ไป
ฝากตัวอยู่กับอาจารย์ไหว่ซัน
และปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน วันหนึ่งอาจารย์ไหว่ซันถามเสียงเหย็นว่า



" เธอลองพูดให้ฟีงเรื่องการเกิดและการตายซิ บอกว่าใบหน้าและดวงตาของเธอ
ก่อนที่เธอจะถือกำเนิดขึ้นมานั้นเป็นอย่างไร "

เสียงเหย็นได้พยายามตอบไปต่าง ๆ นานา แต่ก็ไร้ประโยชน์ ท่านจึงกลับมายังกุฏิ
ใช้เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนในการอ่านพระสูตรที่ท่านได้ศึกษามา
ค้นหาบันทึกที่ท่านได้ทำไว้สมัยอยู่กับอาจารย์โปจัง แต่ท่านก็ยังมิอาจหาคำตอบได้
ครั้นเมื่อท่านกลับไปหาอาจารย์ไหว่ซัน อาจารย์ก็ได้บอกท่านว่า

" ฉันไม่ได้ต้องการจะรู้ว่าเธอมีความรู้อยู่มากน้อยเพียงใด ฉันเพียงแต่ต้องการ
จะรู้ถึงความล้ำลึกแห่งจิตของเธอเท่านั้น ดีละ ลองบอกอะไรมาซักทีซิ "

" กระผมไม่รู้ที่จะพูดประการใด ขอให้อาจารย์ได้กรุณาสั่งสอนกระผมด้วย "
เสียงเหย็นตอบ แต่ท่านไหว่ซันกลับพูดว่า
" จะมีประโยชน์อะไรเล่า หากฉันจะบอกทัศนะของฉันแก่เธอ "

เสียงเหย็นรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก คิดว่าอาจารย์คงไม่เต็มใจที่จะช่วย จึงเผา
หนังสือที่มีอยู่ทั้งหมดทิ้ง และปลีกตัวไปอาศัยอยู่ในที่อันห่างไกล รำพึงกับ
ตนเองว่า " เรื่องอะไรจะต้องไปศึกษาพุทธศาสนาให้ยากเย็น
ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปเป็นผู้รู้ในหลักลัทธิ ฉันอยากจะมีชีวิตอยู่เฉกเช่น
พระภิกษุอันธรรมดาสามัญมากกว่า "

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังเตรียมพื้นดินเพื่อที่จะปลูกถั่วคราดเหล็กที่ท่านถือ
อยู่ฟันไปกระทบก้อนกรวด ทำให้ก้อนกรวดนี้กระเด็นไปกระทบกับกิ่งไผ่
เกิดเสียงดัง " แกร็ก " ขึ้น เสียง " แกร็ก " นี้เองทำให้ท่านได้ตรัสรู้ สิ่งที่
อาจารย์ไหว่ซันเรียกว่า " ใบหน้าและดวงตาของเธอก่อนที่จะถือกำเนิดขึ้นมา "
ทันใดนั้นก็ฉายแสงอยู่ในดวงจิต และท่านก็ได้เข้าถึงความ ตรัสรู้ ในขณะนั้น




อาจารย์ไหว่ซันไม่ต้องการจะนำเสียงเหย็นเข้าไปใน โลกแห่งปัญญา ท่านต้องการให้
เสียงเหย็นกลับไปสู่ ธรรมชาติที่แท้ของตน และแท้จริงแล้วเสียงเหย็นอาจ ตรัสรู้ ได้
ก็โดยที่ท่านได้ " ละ " ความมานะบากบั่น ในการสั่งสมปัญญาทางวิชาการ
ในกรณีนี้แหละที่ กุงอัน ได้กระทำหน้าที่เป็นอย่างดี นับว่ามีประสิทธิภาพ
อย่างสูงในการนำผู้ฝึกฝนให้กลับไปสู่เส้นทางแห่ง
ความชัดเจนทางด้านจิต และช่วยสร้างจุดวิกฤติเพื่อมุ่งที่จะให้เกิด การ ตรัสรู้ ขึ้น



บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #28 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2012, 03:22:36 PM »





คำว่า " ไม่ใช่ " ของอาจารย์เจาจู

ภิกษุรูปหนึ่งถามอาจารย์เจาจูว่า " แม้ว่าสุนัขก็มีธรรมชาติแห่งการ ตรัสรู้ อยู่
ใช่หรือไม่ " อาจารย์ตอบว่า " ไม่ใช่ " อยู่ต่อมาภิกษุอีกรูปหนึ่ง
ก็ถามอาจารย์ว่า " แม้สุนัขก็มีธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อยู่ใช่หรือไม่ " เจาจูตอบว่า " ใช่ "



เหตุใดคำตอบทั้งสองจึงตรงกันข้าม ทั้งที่คำถามนั้นเป็นคำถามเดียวกัน อาจอธิบายได้ว่า
เป็นเพราะพระภิกษุผู้ถามคำนามมีสภาพจิตที่แตกต่างกัน
คำตอบว่า " ใช่ "และ " ไม่ใช่ " อาจถือได้ว่าเป็นอุบายที่มุ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบ
อันมีคุณค่าต่อผู้ฝึกฝนเซน ทั้งสองคำนั้นมิอาจถือว่าเป็นสัจจะที่มุ่งมาดได้
แต่ในแง่ของสัญลักขณภาพแล้ว ถือได้ว่าคำตอบที่ว่า " ใช่ " เป็นคำตอบที่ถูก



ดังที่ศาสนาพุทธฝ่ายมหายานถือว่า สัตว์ทุกชนิดมีธรรมชาติแห่งการตรัสรู้อยู่ในตัว
แต่ในแง่ของอสัญลักขณภาพหรือในโลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งสัจจะนั้น คำพูดที่ว่า
" ใช่ "ไม่แตกต่างอะไรไปจากคำพูดที่ว่า " ไม่ใช่ " อีกต่อไป คำว่าใช่จึงดำเนิน
บทบาทที่แตกต่าง
กันออกไป
มีแต่เพียงจิตใจของผู้ฝึกฝนเท่านั้นที่อาจรับรู้ความหมายจากคำพูดนั้นได้โดยตรง



คำว่า " ใช่ " ของอาจารย์เจาจู ได้มีอาจารย์เซนคนอื่น ๆ นำไปใช้เป็นกุงอัน
สำหรับศิษย์ของตน ขอให้ลองมาดู
ข้อเขียนของอาจารย์วูเมน ซึ่งได้เขียนไว้ในเรื่องวูเมนก๋วน เป็นตัวอย่าง

" เพื่อที่จะเข้ามาสู่เซน จำเป็นที่จะต้องผ่านประตูของพระสังฆราช เพื่อที่จะตรัสรู้
จำเป็นที่จะต้องไปถึงก้นบึ้งแห่งจิต ถ้าเธอไม่อาจผ่านประตูของสังฆราช
ไม่อาจไปถึงก้นบึ้งแห่งจิต เธอก็จะเป็นเพียงวิญญาณอันแฝงเร้น อยู่ตามพุ่มไม้ใบหญ้า
อยู่ตลอดไปแต่อะไรเล่าคือประตูของสังฆราช คำว่า ' ไม่ใช่ ' เพียงคำเดียวนี้แหละ



คือประตูของนิกายเซนทั้งหมด
ผู้ซึ่งสามารถผ่านประตูนี้ได้
ย่อมไม่เพียงแต่ได้พบกับตัวอาจารย์เจาจูเท่านั้น แต่ยังจะได้ร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่
ไปกับบรรดาพระมหาสังฆราชองค์อื่น ๆ ด้วย เขาจะได้แลเห็นสรรพสิ่งด้วยสายตา
แบบเดียวกันได้ยินเสียงด้วยหูอย่างเดียวกัน
นี่มิใช่เป็นความเบิกบานอันใหญ่ยิ่งหรอกหรือ

บันทึกการเข้า
dhita
Hero Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1761



« ตอบ #29 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2012, 06:41:23 PM »





ในพวกเธอ จะมีใครบ้างใหมที่ปรารถนาจะ ผ่าน ประตูนี้
ถ้ามีละก็ ฉันจะขอเชื้อเชิญให้เขาลองใช้กายสังขารอันน่าทึ่ง ซึ่งประกอบด้วย
กระดูก ๓๖o ชิ้น ขุมขนทั้ง ๘๔,ooo
เพื่อพิจารณาในถ้อยคำที่ว่า " ไม่ใช่ " เพียรพยายามอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน
โดยไม่พักผ่อนอย่าเข้าใจเอาว่า
' ไม่ใช่ ' หมายถึง ' ความไม่มี ไม่เป็น อะไรเลย ' อย่าเข้าใจว่า
เป็น สัญลักษณ์ อันตรงกันข้ามกับคำว่า ' ใช่ ' เธอจำเป็นที่จะต้องกล้ำกลืนคำคำนี้ลงไป
เหมือนกับเธอกำลังกลืนกินลูกเหล็กที่ร้อนแดงอยู่ และไม่อาจจะเอากลับออกมาได้



จำเป็นที่เธอจะต้องขจัดความรู้ ความรู้ทั้งหมดที่เธอได้สะสมเอาไว้เป็นเวลานาน
จิตใจของเธอก็จะเริ่มสุกงอมอย่างช้า ๆ สักวันหนึ่งโลกภายในและภายนอก
ก็จะมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว และเธอก็จะตื่นขึ้นคล้ายกับการตื่นขึ้น
จากความฝันของคนผู้นอนซบเซา
เธอก็จะเก็บรักษาสิ่งที่เธอได้ครอบครองไว้ในตัว
โดยไม่สามารถจะอธิบายถึง สิ่งที่เธอเป็นอยู่ให้ใครเข้าใจได้ การตรัสรู้นั้นจะทำให้
ทั่วพิภพและสรวงสวรรค์สะเทือนสะท้าน เหมือนกับเธอได้ถือดาบอันสูงค่าไว้ในมือ

เมื่อเธอพบพระพุทธองค์ จงสังหารพระพุทธองค์เสีย เมื่อเธอได้พบพระสังฆราช
จงสังหารพระสังฆราชเสีย เธอจะไปถึง อิสรภาพ อันสมบูรณ์
ที่ริมขอบของ ชะตาและมรณะ เธอจะเดินฝ่าไปในภูมิทั้งหก *และโยนิทั้งสี่
**ในขณะที่ดำรงอยู่ในสมาธิ

* ภูมิหก นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา
** โยนิสี่ ชลาพุชะ อัณฑชะ สังเสทชะ โอปปาติกะ

เราจะถึงสภาวะนี้ได้ก็เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น คืออุทิศแรงพลังทั้งหมดเท่าที่มี
ในการพิจารณาคำว่า " ไม่ใช่ " โดยไม่หยุดยั้งอยู่แม้แต่วินาทีเดียว
การ ตรัสรู้ ย่อมเป็นของแน่
เหมือนไส้ตะเกียงซึ่งลุกวาบขึ้นในขณะที่อยู่ไกล้กับเปลวไฟฉันนั้น จงดูสิ

' ธรรมชาติแห่ง พุทธะ ของสุนัขนั้น เป็นประกาศิตจากเบื้องบน
มีอยู่แน่แท้ ด้วยความคิดว่า " มีหรือไม่มี " ชีวิตก็จะสูญเปล่าไปเสีย ' "


กลอนบทนี้ของท่านวูเมนก็เป็น กุงอัน อันยิ่งใหญ่อันหนึ่ง วูเมนหมายความว่าอะไร
เมื่อท่านพูดว่า " ... ใช้กายสังขารอันน่าทึ่ง ซึ่งประกอบด้วยกระดูก ๓๖o ชิ้น
ขุมขนทั้ง ๘๔, ooo เพื่อพิจารณาในถ้อยคำ " ไม่ใช่ "
เพียรพยายามอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยไม่พักผ่อน " ซึ่งเป็นคำพูดธรรมดาอย่างยิ่ง



ท่านหมายถึงว่า ให้เราจุดแสงสว่างให้แก่ชีวิตการดำรงอยู่ของตนเอง
เราจะไม่ยอมให้ความมืดเข้ามาครอบงำ เราจะต้องไม่จมอยู่กับจิตใต้สำนึกและความหลงลืม
เราจะต้องมีชีวิตอยู่ทุกวินาที กระดูกทั้ง ๓๖o ชิ้น และขุมขนทั้ง ๘๔, ooo จะต้องตื่นตัวอยู่่
เหมือนกับแสงเทียน ท่ามกลางแสงเทียนนี้เองที่โฉมหน้าของ" ไม่ใช่ "จักเผยตัวออกมา


นี่เป็นชีวิตจริงที่ไม่เกี่ยวกับความนึกคิดหรือการเล่นคำ การตีฝีปาก ปัญหาเกี่ยวกับ
ชีวิตและความตาย คือลูกเหล็กแดงร้อนก็ถูกกลืนเข้าไป จะคายออกก็ไม่ได้
ด้วยชีวิตเป็นบางสิ่งบางอย่าง
ที่อยู่เหนือกว่าเหตุผล ความคิดคำนึง จงอย่าเข้าใจว่า ไม่ใช่ นั้นคือความเป็นอะไรเลย
อย่าคิดว่าการ ไม่มีอยู่ นั้นตรงกันข้ามกับความ มีอยู่ ด้วยว่า
" หากยังวุ่นวายอยู่ด้วยความคิดว่า " มีหรือไม่มี " ชีวิตก็จะสุญเปล่าไปเสีย "


แน่นอนชีวิตของเราจะสูญเปล่าไป หากเราหลีกหนีการใช้ชีวิตตามความเป็นจริง
เมื่อไปอยู่ในโลกแห่งความคิดอันล้ำลึกแล้ว เราก็จะเป็นเพียงวิญญาณพเนจร
ไร้ทั้งเลือดเนื้อและกระดูกอันได้ประกอบขึ้นเป็นชีวิตจริงของเรา



บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.19 | SMF © 2006-2009, Simple Machines Valid XHTML 1.0! Valid CSS!